Skip to content

รมช.อุตฯ ชูเหมืองต้นแบบ “เขาเชิงเทียน ชลบุรี” ลั่น 120 วันต้องไม่มีฝุ่น

21 ต.ค. 2568 | 21:33น.
รมช.อุตฯ ชูเหมืองต้นแบบ “เขาเชิงเทียน ชลบุรี” ลั่น 120 วันต้องไม่มีฝุ่น

รมช.อุตฯ – กพร. ปักหมุดเหมืองเขาเชิงเทียน ชลบุรี “ต้นแบบเหมืองสีเขียว” EEC หนุนชุมชน – ภาคอุตสาหกรรมเติบโตด้วยทรัพยากรแร่ยั่งยืน พร้อมรุกขับเคลื่อนนโยบาย “ปิดเร็ว เปิดเร็ว พึ่งพาได้”

จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานประกอบการเหมืองแร่ในพื้นที่กลุ่มเขาเชิงเทียน จ.ชลบุรี โดยมี นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษา และคณะทำงานของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เหมืองแร่กลุ่มเขาเชิงเทียนเป็นแหล่งผลิตหินอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้างที่สำคัญ โดยเฉพาะหินปูนและหินแกรนิตทรัพยากรสำคัญสำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีศักยภาพในการสนับสนุนอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และที่สำคัญคือ ผู้ประกอบการได้ร่วมแผนผังโครงการทำเหมืองทำให้ใช้ทรัพยากรแร่อย่างคุ้มค่า สร้างความปลอดภัย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ได้กำชับให้ผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ดำเนินการอย่างเข้มข้น ใน 3 ประเด็น ประเด็นแรก ให้ความสำคัญกับมาตรการทางด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย โดยเหมืองแร่ที่ผลิตหินปูนและหินแกรนิตต้องมีการจัดการฝุ่นละออง และเสียงที่เกิดจากการระเบิดและการโม่หินอย่างเข้มงวด รวมทั้งฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมืองแร่ให้สามารถใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้

ประเด็นที่ 2 ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการเหมืองแร่และสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
โดยผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ต้องมีมาตรการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของหน้าเหมืองที่มีความสูงชัน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการเกิดเหมืองถล่ม

และประเด็นที่ 3 การดูแลชุมชนในพื้นที่รอบเหมืองแร่ ควรมีการตรวจสอบและเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน และชุมชนโดยรอบ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำแนวทางการทำงานตามนโยบาย “ปิดเร็ว-เปิดเร็ว-พึ่งพาได้” จะดำเนินการ ‘ปิดทันที’ หากพบเหมืองทำผิดกฎหมายที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และต้องดำเนินการ ‘เปิดให้เร็ว’ หากเหมืองนั้น ๆ สามารถแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องตามข้อกำหนดได้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ และ ‘พึ่งพาได้’ ให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่ง และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

อย่างไรก็ดี ได้เน้นย้ำถึงผู้ประกอบการให้การจ้างแรงงานในประเทศให้ได้มากที่สุด เพราะแรงงานไทยถือว่ามีความสามารถ และสามารถลดต้นทุนด้านสวัสดิการที่พักได้อีกด้วย

“ผมได้ฝากเพิ่มเติม ในพื้นที่นี้ยังพบฝุ่นละออง จะทำอย่างไรให้ฝุ่นหมดไป สามารถใช้สเปรย์น้ำฉีดฝุ่นละอองได้หรือไม่ เพราะฝุ่นละอองบั่นทอนอายุคน หรือเอาง่าย ๆ อย่าทิ้งชุมชน ผมฝากไว้ 120 วันที่ผมอยู่ต้องสัมฤทธิ์ผล” จ่าเอกยศสิงห์ กล่าว

นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดและภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ จังหวัดชลบุรีมีศักยภาพด้านแหล่งแร่ที่หลากหลาย โดยเฉพาะหินปูนและหินก่อสร้าง

“อุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีความสำคัญต่อการจ้างงานของประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น การที่ กพร. จัดสรรเงินผลประโยชน์พิเศษจากการทำเหมืองแร่ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ จึงถือเป็นประโยชน์สำหรับชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในปี 2568 มีองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดชลบุรีที่ได้รับการจัดสรรเงินผลประโยชน์พิเศษ รวม 3 แห่ง

ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลคลองกิ่ว เทศบาลตำบลห้วยกะปิ และองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาถนน สาธารณูปโภค การศึกษา สาธารณสุข และการส่งเสริมอาชีพ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นให้เกิดผลสำเร็จมากที่สุด” รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าว

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยว่า กพร. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการบริหารจัดการเหมืองแร่ให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย เพื่อวางรากฐานสู่อุตสาหกรรมเหมืองแร่แห่งอนาคต โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่เข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับมาตรฐานการผลิต เพื่อรองรับความต้องการแร่ธาตุจากอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งมีระบบการตรวจสอบ และติดตามการดำเนินงานของผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการทำเหมืองเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน

ในส่วนของการจัดสรรเงินผลประโยชน์พิเศษแก่รัฐ กพร. ได้กำหนดกลไกการจัดสรรที่ชัดเจนและโปร่งใส โดยเงินจะถูกจัดสรรไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีเหมืองแร่ตั้งอยู่ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างชุมชนกับผู้ประกอบการเหมืองแร่ ให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปในทิศทางเดียวกันและอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม

“สำหรับโครงการทำเหมืองแร่ในพื้นที่เขาเชิงเทียน เป็นกลุ่มชมรมผู้ประกอบการแร่รวม 7 แปลง มีเนื้อที่
รวมประมาณ 800 ไร่ เป็นขุมเหมืองที่มีพื้นที่มากที่สุดในเมืองชลบุรี โดยรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือกันทั้งในด้าน
การประกอบธุรกิจ การพัฒนา และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนรอบเหมือง มีการประกอบกิจการเหมืองแร่ที่เกิดผลกระทบต่ำ รวมถึงมีการสื่อสารกับชุมชนอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดการยอมรับและสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้

ถือเป็นแนวปฏิบัติให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ สอดคล้องกับการดำเนินโครงการ ‘เหมืองแร่สีเขียว’ (Green Mining) ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินงานของเหมืองให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีสะอาด การจัดการน้ำเสีย การลดปริมาณฝุ่น ไปจนถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศหลังการทำเหมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาท้องถิ่น และเป็นการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ เหมือนแร่ในพื้นที่เขาเชิงเทียนสามารถดำเนินต่อได้อีกประมาณ 10 ปี ขณะนี้กพร. อยู่ระหว่างการเร่งสำรวจจัดหาแหล่งแร่พื้นที่อื่นต่อไป” นายอดิทัต กล่าวทิ้งท้าย