กว่า 1 ปีแล้วที่ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลำน้ำกก ได้ทำลายวิถีชีวิตและที่ทำกินของชาวบ้านริมสายน้ำจังหวัดเชียงราย และเชียงใหม่ ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถเยียวยาหรือแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม
ชี้ฝายดักตะกอนซ้ำเติมปัญหา
นายสายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว ที่ชาวเชียงรายและเชียงใหม่เผชิญกับปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก-รวก-สาย-โขง ปัจจุบันหน่วยงานราชการทำหน้าที่เพียงเฝ้าระวัง ไม่มีหน่วยงานใดทำแผนแก้ไขระยะยาว
แม้ล่าสุด กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รับคำสั่งของนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลังจากได้ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่และเชียงราย เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหา มีแผนการก่อสร้างฝายและม่านดักตะกอน งบประมาณ 173 ล้านบาท เพื่อดักจับและลดการไหลของตะกอนสารปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำกก และแม่น้ำสาย
ซึ่งนายสุชาติได้สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำเร่งขับเคลื่อนทุกโครงการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในปีงบประมาณ 2569
แต่ก่อนทำโครงการตามขั้นตอนของกฎหมาย ต้องศึกษา และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ก่อนดำเนินโครงการ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว 2 ครั้ง
ล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ชาวบ้านกังวลไม่เห็นด้วยกับการสร้างฝายดักตะกอน เนื่องจากกรมทรัพยากรน้ำในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า ฝายดังกล่าวดักจับตะกอนชนิดใด เพราะปัจจุบันมีการปนเปื้อนของสารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ปรอท ไซยาไนด์ แมงกานีส ทองแดง แคดเมียม โครเมียม สังกะสี ตะกั่ว นิกเกิล และสารหนูที่พบมากที่สุด

การสร้างฝาย มีม่านอยู่ตรงกลาง 3 แถว ให้น้ำชะลอความเร็ว เพื่อให้ตะกอนตกอยู่ในม่าน ขณะที่พื้นที่ด้านข้าง 2 ฝั่งบนบกเป็นลาน มีขนาดกว้าง 100 ยาว 100 เมตร และขนาดกว้าง 120 ยาว 100 เมตร สำหรับสูบเอาตะกอนขึ้นไปตากแห้งแล้วขนย้ายไปเผา-ฝังกลบ จ.สระบุรี ซึ่งยังไม่มีคำตอบว่าต้องใช้ระยะเวลาตากกี่วัน จะปลิวใส่พื้นที่เกษตรของชาวบ้านและเกิดการปนเปื้อนในอากาศเพิ่มขึ้นหรือไม่
นายสายัณห์บอกว่า จุดที่มีการสร้างฝายทั้งหมด 4 จุด จุดที่ 1 เขตบ้านร่มไทย ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ขนาด 16,000 ตร.ม. (10 ไร่) มีพื้นที่จัดการตะกอน 22,000 ตร.ม. (13.75 ไร่) จุดที่ 2 ระหว่างบ้านห้วยน้ำเย็นและบ้านท่าตอน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ขนาด 16,000 ตร.ม. (10 ไร่) มีพื้นที่จัดการตะกอน 24,000 ตร.ม. (15 ไร่) จุดที่ 3 บริเวณท้ายบ้านใหม่หมอกจ๋าม ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ คาบเกี่ยวกับบ้านแม่สลัก ต.ห้วยชมภู อ.เมือง จ.เชียงราย ขนาด 16,000 ตร.ม. (10 ไร่) มีพื้นที่จัดการตะกอน 22,000 ตร.ม. (13.75 ไร่)
และจุดที่ 4 บริเวณบ้านสบงาม และบ้านผาใต้ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ขนาด 16,000 ตร.ม. (10 ไร่) มีพื้นที่จัดการตะกอน 22,000 ตร.ม. (13.75 ไร่) โดยที่ทุกฝายมีระยะเวลาดูดตะกอน เฉพาะฤดูแล้ง 120 วัน สามารถดูดได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อแห่ง
ขณะที่พื้นที่สร้างฝายจุดที่ 2, 3 และ 4 อยู่ในพื้นที่ลุ่มเกษตร 12,000 ไร่ การสร้างฝายต้องทำให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมในปี 2567 หรือประมาณ 4 เมตรจากท้องน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตร จึงเกิดคำถามว่า ในช่วงฤดูน้ำหลากจะยิ่งทำให้สารปนเปื้อนในดินเพิ่มขึ้นหรือไม่
แผนกำจัดตะกอนทิ้งไม่มี EHIA
นายสายัณห์กล่าวต่อไปว่า ความชัดเจนต่อปริมาณตะกอนที่สูบออกและนำไปบำบัดได้นั้น คิดเป็นปริมาณเท่าใดของปริมาณตะกอนในแม่น้ำกก และสามารถลดการปนเปื้อนสารโลหะหนักใดได้บ้าง ปริมาณมากน้อยเพียงใด มีสารใดบ้างที่หลงเหลือไม่สามารถกักได้จากการดักตะกอน รวมถึงต้นทุนของการกำจัดตะกอนรวม ต่อตะกอนแห้ง น้ำหนัก 1 ตันจะมีต้นทุนเท่าไหร่ ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำยังไม่มีคำตอบให้
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านการทำการศึกษาประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และยังไม่ได้ระบุงบประมาณส่วนอื่น ๆ เช่น ค่าชดเชยที่ดินทำกิน, การขนส่งตะกอนไปกำจัดนอกพื้นที่, ค่าจ้างการบำบัดและจัดการตะกอนไปทิ้งในพื้นที่อื่น ฯลฯ

หวั่นสารตกค้างในพืช-ดิน-ปลา
นายสายัณห์กล่าวต่อไปว่า สำหรับพื้นที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นประตูด่านแรกที่รับสารพิษ ปัจจุบันไม่มีการบริโภคปลาน้ำกกแล้ว ทำให้ชาวประมงไม่สามารถขายปลาได้ รายได้กลายเป็นศูนย์ เนื่องจากผู้บริโภคเกิดความกลัวสารตกค้างในตัวปลา รวมถึงราคาปลาเปรียบเทียบปี 2567 กับเดือนตุลาคม 2568 ลดลงกว่าครึ่ง อาทิ ปลาเค้า 250 บาท/กก. เหลือ 150 บาท/กก., ปลากด 120 บาท/กก. เหลือ 100 บาท/กก. เป็นต้น
ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมกว่า 12,000 ไร่ ยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาตรวจคุณภาพดิน โดยเฉพาะนาข้าวก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันการปนเปื้อนโลหะหนัก และรับรองผลผลิตที่ปลอดภัยให้เกษตรกร ทั้งพื้นที่นาข้าวที่จะเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายน และการเพาะปลูกพืชสวนครัวระยะสั้นส่งโครงการหลวง รวมสินค้าส่งตลาดสี่มุมเมือง และส่งออกประเทศญี่ปุ่น เช่น กระเจี๊ยบเขียว กระเทียม หอมแดง พริกซูเปอร์ฮอท ถั่วแระ ถั่วแขก มันหวานญี่ปุ่น
ซึ่งปัจจุบันบางพื้นที่ยังคงต้องใช้น้ำจากลำน้ำกก เพราะยังไม่มีแหล่งน้ำสำรอง ซึ่งสารชนิดนี้ไม่ได้ทำให้ป่วยแบบฉับพลัน แต่มันค่อย ๆ สะสมในร่างกายในอีกหลายปีข้างหน้า

นางสาวทรายทอง ศุภถาวรธำรง อายุ 47 ปี อาชีพเกษตรกรรม ปลูกผักส่งโครงการหลวงหมอกจ๋าม บ้านสบงาม ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่หลายคนไม่มีแหล่งน้ำสำรอง ยังต้องอาศัยการใช้น้ำแม่น้ำกกเพื่อการเกษตร ขณะที่ตนเองเปลี่ยนมาใช้น้ำจากลำน้ำงาม เป็นลำน้ำสาขาจากแม่น้ำกก ซึ่งไม่รู้ว่ามีการปนเปื้อนหรือไม่ กังวลว่าสารพิษจะเกิดการสะสมในร่างกายในอนาคต
“ตอนนี้ชาวบ้านทุกคนไม่เห็นด้วยกับการสร้างฝายดักตะกอน เพราะยิ่งทำให้สารตกค้างในพื้นที่เกษตรชุมชนมากกว่าเดิม เพราะต่อให้ใช้งบประมาณสร้างฝายมากแค่ไหน หากไม่มีการหยุดทำเหมือง ก็ไม่สามารถยุติปัญหานี้ได้”
นายก๊อบ โกฏคำ อายุ 42 ปี อาชีพประมงพื้นบ้าน บ้านแก่งทรายมูล ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ได้ทำลายวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำกก เพราะการทำประมงไม่ใช่แค่อาชีพ แต่คือวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น
ช่วงต้นปี 2568 เป็นต้นมา ปัญหาได้รุนแรงมากขึ้น ลำน้ำสีแดงขุ่น หลายคนกังวลสารพิษตกค้างในตัวปลา ไม่มีร้านค้าหรือชาวบ้านรับซื้อ ต่อมาผู้ว่าฯเชียงรายและเชียงใหม่ ได้สั่งห้ามลงเล่นน้ำและระงับกิจการ กิจกรรมในแม่น้ำกก อย่างไม่มีกำหนด เมื่อเดือนเมษายน 2568 ทำให้ตนต้องเลิกทำประมง แล้วหันมาทำอาชีพรับจ้างทั่วไปแทน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต คือความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
“ยืนยันว่าการทำฝายดักตะกอน ไม่ใช่แนวทางที่เกิดประโยชน์ เพราะยังมีความกังวลถึงวิธีการจัดการที่อาจทำให้เกิดสารตกค้างในพื้นที่ ถือเป็นการทำลายวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านให้สูญหายไป รวมถึงภาครัฐควรเดินหน้าเร่งเจรจาให้หยุดทำเหมืองเพื่อยุติปัญหาอย่างยั่งยืน”

ท่องเที่ยวแพล่มสลาย
ธุรกิจแพท่องเที่ยว ถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของคนในพื้นที่ รวมถึงเป็นรายได้เสริมให้กับเด็กนักเรียนในช่วงวันหยุดเทศกาล ปัญหาสารปนเปื้อน ได้ทำลายการท่องเที่ยวทางแพล่มสลาย ได้ทำลายห่วงโซ่เศรษฐกิจของชุมชนที่สร้างขึ้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ 2519-2520 โดยทางสมาคมได้รวบรวมความเสียหายของผู้ประกอบการ 10 ราย บ้านแก่งทรายมูล ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ มีจำนวน 214 ซุ้ม พบว่าในปี 2567 ช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน ปกติมีนักท่องเที่ยวเข้ามาสูงสุด 15,000 คน/วัน สร้างรายได้รวม 2,902,450 บาท คิดเป็นต้นทุน
ในปี 2568 มีจำนวน 170 ซุ้ม ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ต้องลงทุนฟื้นฟูกิจการ ทำให้มีต้นทุนรวม 1,120,090 บาท ซึ่งหลังจากที่ดำเนินกิจการได้เพียง 2-3 วัน ผู้ว่าฯได้มีคำสั่งงดสัมผัสน้ำ งดทำกิจกรรมบริเวณริมแม่น้ำกกทั้งหมด ทำให้สามารถขายของได้เพียง 114,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายติดลบอยู่ที่ 1,006,090 บาท
นางสาวพัชราภา มหาใจ อายุ 41 ปี เจ้าของแพคาเฟ่ริมกก ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า 2 เดือนผู้ว่าฯสั่งห้ามงดเล่นน้ำ ทำให้กิจการหยุดชะงัก จากรายได้หลักแสนกลายเป็นศูนย์ มิหนำซ้ำยังจมทุน ปัจจุบันต้องหันมาขายอาหารตามสั่ง ที่มีรายได้หลักร้อยต่อวันพอประทังชีวิตเท่านั้น
“พื้นที่แพของตนอยู่บริเวณที่จะสร้างฝายดักตะกอน หากนำตะกอนขึ้นมาตากจะเกิดการปนเปื้อนไปในอากาศ เพราะพื้นที่ต้นน้ำภาคเหนือ มีอากาศถ่ายเท ลมพัดตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังไม่มีคำตอบว่าฝายดังกล่าวสามารถดักตะกอนชนิดอะไรได้บ้าง เพราะตอนนี้ในน้ำมีสารปนเปื้อนหลายชนิด ซึ่งตนเชื่อว่าการเจรจาหยุดทำเหมืองจะเป็นวิธีแก้ไขปัญหาต้นตอที่ดีที่สุด”
จี้ ครม.จัดงบฯทำประปาหมู่บ้าน
นายสายัณห์กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาการประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่สาย ได้เริ่มก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาแห่งใหม่ อ.เชียงแสน งบประมาณ 916.094 ล้านบาท โดยใช้น้ำดิบจากแม่น้ำโขงแทนแม่น้ำสายและรวก แต่แม่น้ำสาย-รวก-แม่น้ำกกต่างไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งเปรียบเสมือน “แหล่งรวมมลพิษ” มีค่าเกินมาตรฐานทุกจุดที่สุ่มตรวจ ทำให้เกิดข้อกังวลในการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น
สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตได้เสนอให้จัดทำระบบประปาหมู่บ้าน โดยจัดหาแหล่งน้ำสะอาดใหม่ หรือการขุดเจาะบ่อบาดาล ความลึก 60-100 เมตร และสร้างระบบกรองมาตรฐานเดียวกับ กปภ. 16 ชุมชน ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำอ้างว่ายังไม่สามารถทำได้ เพราะติดกรอบกฎหมาย เป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ ขณะที่แต่ละหน่วยงานของจังหวัดไม่มีงบประมาณ
ดังนั้น รัฐบาลต้องออกมติ ครม. เลิกกรอบกฎหมาย รวมถึงจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเยียวยาชาวบ้าน
ยกเลิก MOU แร่แรร์เอิร์ท USA หวั่นสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำทั่วไทย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายเวสารัช โสภณดิเรกรัตน์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ได้จัดเวทีรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย มีประชาชนเข้าร่วมประชุมกว่า 400 คน
โดยที่ประชุมประชาชนส่วนใหญ่มีมติไม่เห็นด้วยกับการทำฝายดักตะกอน พร้อมทั้งได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และกรมทรัพยากรน้ำ เรียกร้องต่อรัฐบาลให้ดำเนินการ 5 ประเด็น

1.เจรจาหยุดเหมืองพิษในประเทศเมียนมา ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย โดยให้รัฐบาลใช้อำนาจเจรจาผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ
2.ยุติโครงการฝายและม่านดักตะกอน เนื่องจากเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ และไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนของชาวบ้าน
3.ยกเลิก MOU แร่แรร์เอิร์ทกับสหรัฐอเมริกา ที่จะเพิ่มปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำและปัญหาด้านอื่น ๆ ที่จะตามมาอีกหลายด้าน
4.ฟื้นฟูแม่น้ำ ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน พื้นที่การเกษตร และสิ่งแวดล้อมของแต่ละชุมชนในแม่น้ำกก สาย รวก โขง อย่างครอบคลุมและโปร่งใส รวมถึงจัดหาและจัดสรรแหล่งน้ำสะอาดใหม่ เพื่อการอุปโภคบริโภค
5.ฟื้นฟูชีวิต ตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยงและเฝ้าระวังสารพิษในร่างกายมนุษย์ ชดเชยผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มชาวบ้านที่บ้านเรือนเสียหาย ผู้ประกอบการท่องเที่ยวชุมชน ผู้ประกอบการที่พัก รีสอร์ต ชาวบ้านอาชีพประมงท้องถิ่น และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง

ในระหว่างที่ประชุมมีเสียงคัดค้านจากชาวบ้านเป็นเอกฉันฑ์ ว่าการสร้างฝายไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่เป็นความต้องการของชาวบ้าน เชื่อว่าจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้ชาวบ้าน แม้ว่าเวทีดังกล่าวทางกรมทรัพยากรน้ำได้เปลี่ยนจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “ฝายดักตะกอน” ให้เป็น “ฟื้นฟูคุณภาพน้ำ” แต่ประชาชนยังคงไม่มีท่าทีไว้วางใจต่อภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมยังคงยืนยันว่า แนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม คือ ตั้งคณะทำงานร่วม “รัฐ-วิชาการ-ประชาชน” เพื่อปิดเหมืองในเมียนมา เฝ้าระวังมลพิษ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และวางแผนฟื้นฟูลุ่มน้ำ พร้อมเร่งเปิดเวทีเจรจากับเมียนมาและจีน ให้ทั้งสองประเทศรับผิดชอบต่อผลกระทบจากเหมืองที่ส่งผลต่อไทย
ขณะเดียวกันต้องยกเลิกโครงการฝายดักตะกอน/ม่านดักตะกอน เพราะไม่มีหลักฐานว่าช่วยลดมลพิษได้จริง และอาจสร้างผลกระทบต่อที่ดินทำกินและระบบนิเวศ ทั้งนี้จะยังคงเดินหน้าติดตามข้อเรียกร้องทั้งหมดที่ได้เสนอรัฐบาล ภายใน 4 เดือน เพื่อปกป้องสิทธิประชาชนและฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำชายแดนเหนือ