1 ปี วิกฤตข้ามพรมแดน สารปนเปื้อนแม่น้ำกก คณะสื่อลงพื้นที่แม่อาย เจาะลึกผลกระทบสารพิษ จี้รัฐเร่งตั้งคณะทำงานเจรจาเมียนมา ปิดเหมืองแรร์เอิร์ธทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาในเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและตรวจสอบสถานการณ์ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นวิกฤตข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างรุนแรงและต่อเนื่องมานานกว่า 1 ปี
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจถึงที่มาของสารพิษ ผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรจากแม่น้ำกก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอแม่อาย ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
นายก๊อบ โกฏคำ ชาวบ้านในตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในด้านสุขภาพ และการประกอบอาชีพประมง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การดำเนินการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนแม่น้ำกกไม่ใช่แค่ล่าช้า แต่ไม่เคยมีการแก้ปัญหาใดๆเลยตลอดในช่วงกว่า 1 ปีที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ชาวบ้านไม่สามารถใช้แม่น้ำกกได้ สัมผัสแม่น้ำไม่ได้ ลงเล่นน้ำไม่ได้ ทำประมงไม่ได้ สูญสิ้นวิถีชีวิต
โดยเฉพาะข้อกังวลที่สุดของชาวบ้านในตอนนี้คือ ปลาในแม่น้ำกกกินได้ไหม เพราะผลตรวจออกมาพบว่ามีสารปนเปิ้อน แต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งหน่วยงานรัฐบอกกินได้ แต่ต้องเอาไส้ออกให้หมด หมายความว่าอย่างไร และในระยะยาวหากกินจะเป็นอันตรายต่อเยาวชนหรือไม่ นี่คือความเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมในรอบกว่า 1 ปีที่ผ่านมา
ข้อเรียกร้องเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลช่วยคือ การหาแหล่งน้ำใหม่ให้ชาวบ้านได้มีน้ำสะอาดที่ปลอดภัยในการบริโภค อาจทำเป็นเครื่องกรองน้ำ หรือหาบ่อน้ำแหล่งใหม่ให้ชาวบ้าน ซึ่งตลอดกว่า 1 ปี ชาวบ้านได้สละวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับน้ำไปหมดแล้ว โดยเฉพาะอาชีพประมงที่ไม่สามารถทำได้เลย ทำให้ต้องสูญเสียรายได้และสูญสิ้นวิถีชีวิต สำคัญที่สุด อยากให้รัฐบาลเจรจากับประเทศเมียนมา ให้มีการปิดเหมืองแร่แรร์เอิร์ธทั้งหมด
นายสายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย เป็นต้นทางด่านแรกที่ได้รับผลกระทบจากสารปนเปื้อนแม่น้ำกกที่ไหลมาจากประเทศเมียนมา ผลกระทบ 5 เรื่องคือ
1.ด่านท่องเที่ยว ในธุรกิจประกอบการแพ ซุ้มร้านอาหารริมน้ำ แพเปียก ต้องเลิกกิจการทั้งหมด เพราะสัมผัสน้ำไม่ได้ เป็นอาชีพหลักที่ชาวบ้านทำมานานกว่า 40 ปี
2.อาชีพประมง-หาปลาในแม่น้ำกก ชาวบ้านต้องเลิกทำอาชีพนี้ไปเลย เพราะปลามีสารปนเปื้อน ขายไม่ได้ และชาวประมงเองก็ลงสัมผัสน้ำไม่ได้
3.ผลกระทบภาคการเกษตร มีการตรวจพบสารปนเปื้อนในพืชเกษตรหลายชนิด ที่มีค่าเกินค่ามาตรฐานและมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น
4.ชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำกกและสัมผัสน้ำกกได้โดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีน้ำประปาภูเขาที่สำรองไว้ใช้ แต่คาดว่าในฤดูแล้ง น้ำจะไม่เพียงพอ
และ 5.ชาวบ้านมีข้อกังวลสารปนเปื้อนในดินทำการเกษตร ซึ่งมีพืชหลายชนิดที่ส่งออก เช่น กระเจี๊ยบเขียว ถั่วแระญี่ปุ่น ข้าวโพดหวาน จึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาดำเนินการตรวจพื้นที่ทางการเกษตร

“ปัญหานี้ผ่านมา 2 รัฐบาลแล้ว เราเห็นการตั้งคณะทำงาน แต่ยังไม่เห็นการเจรจากับเมียนมาที่ชัดเจน ซึ่งการตั้งคณะทำงาน ถือเป็นการเจรจาที่อ่อนมากๆ ครั้งนี้เป็นการวัดใจรัฐบาลนายอนุทิน ว่าจะกล้าทำเรื่องนี้ไหม ขณะที่รัฐบาลของคุณแพทองธาร ไปเจรจากกลับมาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย”
นายสายัณห์ กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่สุดตอนนี้ ขอให้รัฐบาลช่วยจัดหาแหล่งน้ำใหม่ทั้งในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และอำเภอแม่อาย เชียงใหม่ โดยพบว่ามีชุมชนราว 104 หมู่บ้านที่อยู่ติดริมแม่น้ำ 4 สายคือ กก สาย รวก โขง ที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำทั้ง 4 สาย

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ในขณะที่ความเสี่ยงยังคงอยู่และยังไม่ได้รับการแก้ไข สิ่งสำคัญที่รัฐต้องทำคือ การเฝ้าระวังในทุกมิติ โดยเฉพาะการตรวจน้ำ ตรวจแหล่งอาหาร ตรวจพืชเกษตร ตรวจปลา และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา สิ่งนี้คือมาตรการหลัก และอีกประการสำคัญคือ การจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่
ประเด็นสำคัญที่เป็นข้อกังวลในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า หากปัญนี้ยังคงดำเนินอยู่ เกรงว่าจะเริ่มมีคนที่เจ็บป่วยเพิ่มขึ้นสูงมากจากการสะสมของสารโลหะหนัก
พระมหานิคม มหาภินิกขมโน วัดท่าตอน กล่าวว่า มุมมองด้านจิตวิญญาณและพลังศรัทธาต่อชุมชน ต่อการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติคือ แม่น้ำกก ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่ยากต่อการแก้ไข พลังศรัทธาที่จะนำมาแก้ไขเรื่องนี้ ต้องมีความเชื่อมั่นว่า เราไม่ได้ทำผิดอะไรต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่า แม่น้ำคือ พ่อแม่ของเรา เราต้องปกป้องและดูแลพ่อแม่ของเราในยามที่กำลังเจ็บป่วย โดยเรื่องเร่งด่วนต้องการให้รัฐบาลขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการช่วยเหลือชาวบ้านและเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

นางกัญจน์ชญา แก้วประเพณี ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย กล่าวว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวที่สำคัญของท่าตอนคือ ซุ้มริมน้ำกก ซึ่งเป็นร้านอาหารริมน้ำ มีจำนวนราว 500 ซุ้ม ธุรกิจห่วงยาง 50 ซุ้ม ผู้ประกอบการแพเปียก 3 ราย และเรือล่องน้ำกก 5 ลำ ตอนนี้ต้องเลิกกิจการทุกราย ซึ่งมูลค่าธุรกิจนี้ราว 100 ล้านบาทต่อปี เป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจ ที่อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาผู้ประกอบการ กระตุ้นเศรษฐกิจ และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวให้กลับมาเหมือนเดิม
การลงพื่นที่ครั้งนี้ของสื่อมวลชน มุ่งหวังที่จะเป็นกระบอกเสียงในการผลักดันให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการที่เข้มงวดและยั่งยืน เพื่อยุติวิกฤตสารพิษและฟื้นฟูแม่น้ำกกให้กลับคืนสู่สภาพที่ปลอดภัยต่อทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
