Skip to content

หญิงเหล็ก ‘สุภาภรณ์ ปิติพร’ ปั้นสมุนไพร ‘อภัยภูเบศร’ ลดนำเข้ายาแสนล้าน

24 ธ.ค. 2568 | 14:15น.
หญิงเหล็ก ‘สุภาภรณ์ ปิติพร’ ปั้นสมุนไพร ‘อภัยภูเบศร’ ลดนำเข้ายาแสนล้าน
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ปัจจุบันทั่วโลกให้การยอมรับสมุนไพรไทย โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุ ปี 2566 ธุรกิจสมุนไพรไทยมีมูลค่าตลาดรวมถึง 8.72 แสนล้านบาท และหนึ่งในผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทยอันดับต้น ๆ ที่หลายคนให้การยอมรับถึงมาตรฐานและคุณภาพ ต้องยกให้อภัยภูเบศร

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ เภสัชกรหญิง ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี หญิงเหล็กผู้ปลุกปั้นแบรนด์อภัยภูเบศร ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 40 ปี ถึงความเป็นมา การพัฒนาตลาด ปัญหาอุปสรรค ข้อจำกัด และโอกาสในการเติบโตของสมุนไพรไทยสู่ตลาดสากล

สุภาภรณ์ ปิติพร
สุภาภรณ์ ปิติพร

ปฏิวัติงานวิจัยไทยพึ่งตนเอง

เมื่อ 40 ปีก่อน โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรต้องการพึ่งตนเองด้านยา ตอนนั้นประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้ายาประมาณ 3-5 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่ปัจจุบันต้องนำเข้ายาประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี เช่น ยาแก้ไอ เราต้องพึ่งยาฝรั่ง ตอนนั้นคิดว่าเราจะรุกคืบทำยารักษาอาการง่าย ๆ ด้วยการพึ่งตนเองด้านยา ในจุดที่ไม่ถูกต่อต้าน โลโก้ของอภัยภูเบศร คือการต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคม เราไม่ปฏิเสธยาแผนปัจจุบัน เราทำงานมาเห็นปัญหาหลายเรื่อง

ประการแรก การที่จะนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยก้าวไปสู่สากล เราต้องทำความเข้าใจว่า ถ้าคนไทยยังไม่กินยาสมุนไพร จะให้คนต่างชาติกินได้อย่างไร อันนี้สำคัญ ต้องส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศให้เข้มแข็ง สอนให้ความรู้อย่างเข้มข้น เพื่อสืบสานภูมิปัญญาเป็นร่องรอยไว้

ปัจจุบันมีปัญหาน่ากังวลมาก คือคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักต้นไม้ ทั้งที่ยุคปัจจุบันเรามีภาพเสมือนจริงให้เห็น สมัยก่อนหมอหรือแพทย์แผนปัจจุบันรุ่นเก่า ๆ ยังเคยกิน เคยใช้สมุนไพร แต่หมอรุ่นใหม่ไม่รู้จักเลย ส่วนหนึ่งเพราะความหลากหลายของพรรณพืชหายไป เป็นความยากอย่างหนึ่ง

ฉะนั้นเราต้องพัฒนาสมุนไพรไทยทั้งระบบจริง ๆ ที่สำคัญเราต้องปฏิรูปงานวิจัย ทบทวนทุนวิจัย และกลไกการให้ทุน ระเบียบวิธีวิจัย รวมทั้งนำเครื่องมือใหม่ ๆ มาใช้ ขยายขอบเขตของสมุนไพร ปฏิรูปการวิจัย เพราะที่ผ่านมาหลายหน่วยงานในประเทศไทยใช้เงินวิจัยลงไปไม่น้อย แต่ผลเอามาใช้จริงได้น้อยมาก ไทยเสียหายมากกับการลงทุนวิจัยไปแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น บ้านเราตั้งเป้าจะเป็นศูนย์กลางการรักษาโรค (Medical Hub) คือ คนไทยมาวิจัยเป็นหนูตะเภาให้ยาฝรั่ง

อภัยภูเบศร

อภัยภูเบศรเองไม่มีเงินสนับสนุนการวิจัย แต่เราทำในโรงพยาบาล อย่างชัดเจน เริ่มต้นจากโรคง่าย ๆ อย่าง “ต้นกระดูกไก่ดำ” ทำเป็นสเปรย์แก้ปวด ยาแก้ปวด เรารู้ว่าผลข้างเคียงของยาต่อร่างกาย สามารถนำมาทดแทนยาฝรั่งได้ “มะระขี้นก” ลดความเสี่ยงเบาหวาน เราไม่มีงานวิจัยซับซ้อน แต่สามารถตอบโจทย์สุขภาพ ในทุกมิติ รวมทั้งการรักษาโรค

ตอนนี้มีช่องทางเล็ก ๆ ที่จะผลักดัน ทุกโรงพยาบาลให้ทำงานวิจัยทางคลินิก เป็น “โครงการ 1 โรงพยาบาล 1 นวัตกรรม” จะทำให้เกิดการเคลื่อนตัวมหาศาล ไม่ต้องวิจัยยาที่มีความเสี่ยง วิจัยง่าย ๆ เช่น โรคกระเพาะ โรคลำไส้ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยซื้อยานำเข้าเพื่อรักษาโรคเหล่านี้มหาศาล

ดันสมุนไพรไทยสู่สากล

การพัฒนาสมุนไพรไทยไปสู่ระดับสากล สิ่งสำคัญประการแรก ต้องแก้เรื่องการพัฒนาระบบวิจัยสมุนไพรที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงแบบองค์รวม ที่เรียกว่า โอมิกส์ (Omics) เช่น โปรตีโอมิกส์ (Proteomics) เพราะก่อนที่เราจะเกิดอาการป่วย โปรตีนในร่างกายเราจะเปลี่ยนแปลงก่อน มันจะวัดในเชิงป้องกันได้ นี่คือศักยภาพของสมุนไพร เราต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัยเข้ามา พัฒนาทั้งการให้ทุน รูปแบบ เครื่องมือใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาสนับสนุน และเรื่องคนที่เข้าใจเป็นเรื่องของการยอมรับ

ประการที่สอง ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Hub) เพราะการนำยาสมุนไพรไทยไปขายในตลาดต่างประเทศเป็นเรื่องยาก เพราะหน่วยงานอาหารและยาของแต่ละประเทศปกป้องคนของเขาเต็มที่ เราต้องใช้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ลดความเสี่ยง การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ อุตสาหกรรมอื่นต้องเติบโตด้วย เช่น อาหารไทยสู่ครัวโลก เป็นครัวไทยคือสุขภาพโลก

งานวิจัยที่เป็นการรักษาโรคแบบเข้ม ๆ อาจต้องรอระยะเวลา เพราะตอนนี้การจัดการเรายังไม่ดี ต้องตั้งลำเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพให้กับสังคมไทยก่อน นอกจากนี้ ต้องขับเคลื่อนตลาดสมุนไพรในหลากมิติ การท่องเที่ยว การเป็นศูนย์กลางเรื่องสุขภาพ ควบคู่ไปกับเรื่องอาหาร ความงาม

อย่างบัวบกทำให้แผลหายเร็วเวลาไปผ่าตัดหรือศัลยกรรม และชะลอความเสื่อม เฉพาะบัวบกช่วยชะลอฟื้นฟูเรื่องปลายประสาทที่ปวดจากเบาหวาน ซึ่งตอบโจทย์เรื่องลดความเสี่ยง เหล่านี้คือสมุนไพรให้อยู่ในเฉดที่หลากหลาย ทั้งลดความเสี่ยง ป้องกันโรค รักษาโรค และฟื้นฟู
ยกระดับไทยสู่ฮับสุขภาพ

 

อภัยภูเบศรการที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ สมุนไพรไทยจะเติบโตได้อย่างมั่นคงต้องพัฒนาทุกระดับ ตั้งแต่ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนส่งเสริมตั้งแต่เด็กให้รู้จักคุ้นชินกับสมุนไพร และน้ำสมุนไพรต้องอยู่ในโรงเรียนต่าง ๆ การทำอาหารต่าง ๆ ไม่ใช่แค่อร่อย แต่มีคุณค่า เช่น เป็นพรีไบโอติกส์ ช่วยเรื่องการย่อย เป็นเรื่องการคลายเครียด ให้แต่ละโรงเรียนสร้างนวัตกรรมจากสมุนไพรในท้องถิ่นสู่เด็ก ไม่ใช่เด็กเรียนได้โอลิมปิกไปเรียนเมืองนอก ไม่รู้จักต้นไม้สักต้น เราจะไม่สามารถพัฒนาในการแข่งขัน ในเมื่อจุดแข็งของเราคือความหลากหลายทางชีวภาพ

แต่ระบบการเรียนการสอนของเรา เสมือนตั้งอยู่ในทะเลทราย ในหิมะ เด็กไทยไม่รู้จักต้นไม้ การจะเป็นฮับได้ ทุกอณูในท่องเที่ยวในชุมชน พืชพันธุ์เป็นศาสตร์ที่มีประโยชน์ จะทำอย่างไรให้โฟกัสไปที่สุขภาพ อย่างการขายพืชในอนาคต เช่น บัวบกต้องขายเป็นสารสกัดที่อยู่ข้างใน เช่น พวก Asiatic Acid, Asiaticoside นวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้น ไม่ใช่เพื่อการค้า เป้าหมายต้องตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพ

ผู้ประกอบการต้องได้รับการส่งเสริม อย่างในจีน รัฐบาลจะส่งเสริมงานวิจัยดี ๆ ให้มีมาตรฐาน เพื่อให้คนจีนแข่งขันได้ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ เทคโนโลยี พวกเครื่องจักรต่าง ๆ ราคาถูก สอนการล้างสมุนไพรให้สะอาด สอนวิธีการสกัดสารสำคัญให้ผู้ประกอบการได้ยีลด์สูงสุดด้วยเครื่องอะไร การควบคุมคุณภาพ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเล็ก ๆ น้อย ๆ

ฉะนั้นการพัฒนาด้านสมุนไพรของไทยให้เติบโตได้เร็วสุด คือการเปิดเผยงานวิจัยทั้งประเทศที่อยู่บนหิ้งออกมา “เลิกผูกขาด ไม่ต้องซื้องานวิจัย” เพราะซื้อมาบางทีก็ใช้ไม่ได้ เอางานวิจัยมาคลี่เฉพาะเกษตรกรไทย ทุนวิจัยที่จ่ายไปเป็น 1,000 ล้านบาท เอาดูว่าจะสนับสนุนต่อยอดผลิตภัณฑ์ไหนให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ วางแผนว่าตัวไหนที่จะถ่ายทอด

ยกตัวอย่าง “กระชายดำ” สรรพคุณ ดี ก็บอกวิธีการสกัด วิธีวิเคราะห์มาเลย ไม่ต้องให้แต่ละคนไปพัฒนามันช้า ผู้ประกอบการก็ได้รับการช่วยเหลือ พัฒนาผู้ประกอบการขึ้นมา พัฒนากฎหมาย พัฒนาการวิจัย พัฒนาการตลาด

ผู้ผลิต ผู้ประกอบการต้องเข้าใจ คนที่คิดทำผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยส่งออก ถ้าวัตถุดิบข้างในคุณภาพ ถ้าไม่ดีจริง อย่าคิดส่งออก อย่าคิดว่าการตลาดดี บรรจุภัณฑ์สวย ๆ ไม่ได้ช่วย มันมีสิทธิล้มภายในข้ามคืน สิ่งที่เราต้องทำคือความมั่นคงในคุณภาพคงที่ควบคู่กับมาตรฐานสากล ต้องมีความปลอดภัย ประสิทธิผลคือใช้ได้จริง

เช่น มีสารสำคัญเท่านี้ถึงได้ผล โลหะหนักต้องไม่มี ทุกอย่างต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยอมรับ ตัวที่ทำให้คุณภาพเกิดขึ้นได้คือกระบวนการผลิตที่มาตรฐาน ทั้งมาตรฐาน GMP ส่วนของยุโรปคือ PIC/S การจะส่งออกได้มีองค์ประกอบทั้งหมด คือต้องใช้ได้ผลจากงานวิจัย ต้องมีคุณภาพเป็นหลักประกันของความปลอดภัยและประสิทธิผลทุกครั้ง เป็นองค์ประกอบโดยรวม แล้วก็มีการตลาด ซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นภายในวันเดียว

การทำผลิตภัณฑ์สมุนไพร สิ่งเหล่านี้จะยั่งยืน ตลาดต้องดี ผลิตภัณฑ์ต้องดี ใช้ประโยชน์ได้จริง เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องไปด้วยกัน เมื่อไหร่ที่เราไม่เคารพในคุณภาพ ไม่เคารพกฎหมาย จะเกิดความไม่น่าเชื่อถือ มันจะเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นมา ถ้าเราเดินตาม อย. เดินตามกฎหมายมันจะป้องกัน แท้ที่จริงเราทำเพื่ออะไร ถ้าเราทำเพื่อเพื่อนมนุษย์มันจะนำพาเราไปเอง คติพจน์ของอภัยภูเบศร คือ “ใครซื้อของอภัยภูเบศรจะเดือดร้อนไม่ได้” หลักการนี้ เราส่งไปถึงเกษตรกรว่า “คนกินต้องปลอดภัย” ทุกขั้นตอนมันส่งผลถึงผู้บริโภค

น้องที่ทำงานทุกจุด หลักการขาย “เราจ่ายเงินคืนทุกชิ้น ถ้ามีของไม่มีประสิทธิภาพ และมีของสมนาคุณ” ที่แจ้งมา 1 ปีไม่เกิน 10 คน คือเรายอมรับในการแก้ไข เราจะยั่งยืนต้องยึดมั่นในคุณภาพ และการพัฒนาให้ดี

เร่งพัฒนาเกษตร-รง.แปรรูป

ปัจจุบันการปลูกสมุนไพรของเกษตรกรไทยยังมีต้นทุนที่สูง ดังนั้น ต้องพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกอย่างจริงจัง ปลูกให้ได้สารสำคัญสูง ผลผลิตสูง ทำความสะอาด ดูแลหลังการเก็บเกี่ยว การเก็บ ยกตัวอย่างเกษตรกรที่จะส่งวัตถุดิบให้อภัยภูเบศร ต้องทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง สัญญา 2 ปี ควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของวัตถุดิบได้ตามเงื่อนไข มีการประกันราคาขาย

เรามีการคำนวณราคาล่วงหน้าว่าต้นทุนเท่าไหร่ ไม่ให้เกษตรกรแบกรับความเสี่ยง มีเทคโนโลยีให้แข่งขันได้ ถ้าทุกโรงงานทำอย่างอภัยภูเบศร สังคมทั้งหมดจะถูกยกระดับ บ้านเราปลูกเก่ง ต้องไปศึกษาว่าต่างประเทศต้องการวัตถุดิบอะไร

การส่งออกสมุนไพรอย่าไปคิดแค่เป็นตัวผลิตภัณฑ์ ต้องคิดว่าส่งออกวัตถุดิบได้หรือไม่ ส่งอย่างไรให้มีทั้งคุณภาพและราคา กลุ่มเกษตรกรต้องพัฒนาตัวเองให้เข้มแข็ง ต้องพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาตลาด ซึ่งตลาดสมุนไพรในประเทศอาจจะแคบไป หากปลูกสมุนไพรส่งออก ต้องรู้วิธีจัดการตั้งแต่การล้างให้สะอาด จัดการกับสิ่งปนเปื้อน ระบบน้ำ อบแห้ง บรรจุอย่างไรให้สารไม่เสื่อม และอาจจะง่ายกว่า หากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ ขายเป็นรูปสารสกัดไปต่างประเทศ

สำหรับกลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปสมุนไพรในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นโรงงานขนาดเล็ก สิ่งที่น่ากลัวอย่างหนึ่งคือ ยิ่งไทยส่งเสริมการใช้สมุนไพร ทำให้ตัวเลขการนำเข้าวัตถุดิบสมุนไพรจากต่างประเทศสูงขึ้น เช่น จาก สปป.ลาว เมียนมา อินเดีย กัมพูชา อาจเป็นเพราะต้นทุนวัตถุดิบของไทยสูงกว่า ดังนั้น ต้องหากลไกที่ช่วยพัฒนาเกษตรกรผู้ผลิตสมุนไพรไทย เพื่อไปลดช่องว่างของสังคม การเพาะปลูกต้องมีหลักประกัน อาจจะทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งอย่างอภัยภูเบศรโมเดลก็ได้

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปสมุนไพรยังต้องเผชิญกับการที่หน่วยราชการบางแห่งทำผลิตภัณฑ์ขึ้นมาแข่งขันกับผู้ผลิตเอกชน ซึ่งมันผิดเป็นการทำลายการแข่งขัน ไม่ใช่เพื่อความมั่นคง การที่จะให้โรงงานแปรรูปสมุนไพรเติบโต ภาครัฐต้องซื้อ แม้จะมีราคาแพงกว่าหน่วยงานรัฐผลิต แต่เงินมันไหลสู่แผ่นดินไทย แต่ต้องมีเงื่อนไขหน่วยงานภาครัฐจะต้องซื้อเฉพาะโรงงานที่มีคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง ที่ควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์

ส่วนกลุ่มค้าปลีกต้องสนับสนุนเรื่องการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ให้ความรู้ และสร้างความปลอดภัยให้เกิดความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน เสริมสร้างความแข็งแรงทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

กฎหมายมีช่องโหว่

ที่ผ่านมาได้มีส่วนร่วมสำคัญในการแก้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 แต่ก่อนยาต้องมีงานวิจัยเข้มข้น ใช้เงินเป็นพันล้านบาทกว่าจะได้ยาตัวใหม่ ซึ่งประเทศไทยไม่เคยทำ ระบุสรรพคุณไม่ได้เลย ขณะที่ต่างประเทศ ขิงแก้ท้องอืดสามารถระบุได้ มีเรื่องลดความเสี่ยงต่าง ๆ

ซึ่ง พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร 2562 มีออกมานานแล้ว แต่ยังขาดความชัดเจน ต้องมีการพัฒนากฎหมายลูกหรือกฎข้อบังคับต่าง ๆ ให้มีความสมดุล ทั้งเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคและการส่งเสริมควบคู่กันไป เพื่อเสริมจุดแข็งให้แก่สังคม ทั้งการสร้างคน ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้รับรู้มากขึ้น

ส่วนหน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คนในหน่วยงานส่วนใหญ่จบมาทางด้านเภสัชแผนใหม่ ซึ่งดี แต่ต้องพัฒนาคนฝึกอบรมเป็นพิเศษให้เป็นเภสัชกรสมุนไพรไทย เพื่อรองรับกฎหมาย พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เพื่อให้เข้าใจทั้งสองมิติ ยีนของเภสัชคือความปลอดภัย อะไรที่ไม่รู้เป็นพิษหมด ระบบ อย.ไทยจะเข้มแข็ง

อภัยภูเบศร

ต่างชาติขโมยจดสิทธิบัตร

ที่ผ่านมาต่างชาตินำสมุนไพรและภูมิปัญญาไทยไปจดสิทธิบัตร ดังนั้น ประเทศไทยต้องเร่งจัดทำฐานข้อมูลชีวภาพเกี่ยวกับพันธุ์พืชต่าง ๆ และในเรื่องของภูมิปัญญาไทย โดยฐานข้อมูลอาจเริ่มจากยาก่อน ยกตัวอย่างที่ผ่านมา แบรนด์อภัยภูเบศรไปถูกจดในเวียดนาม ถูกจดในจีน ก็ต้องจ้างทนายไปฟ้อง โชคดีที่เรามีใบมอบที่ดินของ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ถ่ายเอกสารเก็บไว้ว่าแบรนด์นี้ของเรา ไปสู้มา เราได้แบรนด์คืนมา โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่ติดต่อไป แต่ไม่มีใครช่วยเราเลย ผู้ประกอบการต้องต่อสู้เพียงลำพัง

ในเรื่องการคุ้มครองแบรนด์ทางกระทรวงพาณิชย์ต้องช่วยในเรื่องการจดเครื่องหมายการค้า ซึ่งต้องประกาศว่านี่คือแบรนด์ไทย ต้องพัฒนากฎหมายตรงนี้ขึ้นมาเหมือนกัน คือเป็นแบรนด์ไทยแล้วห้ามคนอื่นจดได้หรือไม่ คือ 1.ควรรู้ว่าเรามีอะไรที่เป็นทรัพย์สินของเรา 2.มีระบบการประกาศความเป็นเจ้าของแบบอินเดียประกาศตำรับอายุรเวช

ปราจีนเสี่ยงสารพิษรั่วไหล ขอแผนจัดการกากอุตสาหกรรมชัดเจน

ปัจจุบันจังหวัดปราจีนบุรีมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจะขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นจังหวัดที่ 4 ซึ่ง เภสัชกรหญิง ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เกษตรกรในระบบคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งของอภัยภูเบศร จะมีระบบควบคุม วัตถุดิบต้องปลูกแบบเกษตรอินทรีย์มีแนวทางการป้องกัน ก่อนที่จะปลูกต้องตรวจดินก่อน แต่ยอมรับว่าเกษตรกรมีความกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนมลพิษ

ดังนั้น เกษตรกรจึงไม่ยอมรับและต่อสู้เต็มที่ การต่อสู้ของกลุ่มเกษตรกร อาจจะมองว่าขัดขวางความเจริญ แต่การทำเกษตร มันเป็นหัวใจ เป็นชีวิตของเกษตรกร ซึ่งมีสำนึกผูกพันกับแผ่นดิน ตอนนี้กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งว่าไม่ยอมรับ ทำไมต้องขยายเป็น EEC ต้องตอบให้ชัด

ขยะที่ปราจีน

ที่ผ่านมามีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม เพราะกลไกการควบคุมต่าง ๆ ไม่ได้เข้มแข็ง ดังนั้น EEC จะต้องมีแผนการจัดการที่ชัดเจนว่า ปราจีนบุรีจะปลอดการปนเปื้อนภายในกี่ปี ทาง EEC ต้องมีหลักประกันว่าไม่มีการรั่วไหลของกากอุตสาหกรรม มลพิษ ตัวอภัยภูเบศรเองก็อาจไม่ยั่งยืน ถ้ามีการรั่วไหลของสารพิษ ใครจะกล้าใช้ผลิตภัณฑ์ของอภัยภูเบศร มีความเสี่ยงตลอดเวลา วันนี้เราอยู่ในเมืองห่างจากเขตอุตสาหกรรม แต่ถ้า EEC โซนนิ่งไม่ดีก็เละไปหมด

ที่ผ่านมาจังหวัดปราจีนบุรีประกาศเป็นเมืองแห่งสมุนไพร มีวิธีการที่ทำให้เป็นศูนย์กลางเรื่องสุขภาพ มีวิธีการส่งเสริมต่าง ๆ อย่างยั่งยืน เช่น มีระบบน้ำที่ปลอดภัย เพียงแต่รัฐบาลต้องส่งเสริมให้โครงสร้างพื้นฐานที่ดี ถ้าอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาตั้งทำให้เกิดความไว้วางใจ เรายินดี และมีการกำหนดให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของเมืองสมุนไพร

อาจเป็น EEC ที่เน้นอุตสาหกรรมสีเขียว หรือเศรษฐกิจสุขภาพ ไม่ใช่อุตสาหกรรมหนัก อันนี้เรายอมรับได้ เพราะจะเกิดความยั่งยืนของเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของประชาชน