DKSH ชูโลจิสติกส์สีเขียว ยกระดับห่วงโซ่อุปทานสาธารณสุข
DKSH ชี้ห่วงโซ่อุปทานด้านสาธารณสุขกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการขยายการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางไทยพึ่งพาการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ราว 70% พร้อมเดินหน้าปรับระบบโลจิสติกส์ ตั้งแต่ขนส่ง คลังสินค้า และบรรจุภัณฑ์ เพื่อลดต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รองรับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
นายพูลเพิ่ม จารุพงศา ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านการจัดการศูนย์กระจายสินค้า หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ระบบโลจิสติกส์ด้านสาธารณสุขตั้งแต่การนำเข้ายา การจัดเก็บในคลังควบคุมอุณหภูมิ การใช้บรรจุภัณฑ์ควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Packaging) ไปจนถึงการกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ห่างไกล ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน กระบวนการเหล่านี้ก็ใช้พลังงานและทรัพยากรจำนวนมาก

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายยิ่งเพิ่มขึ้นจากการที่ประเทศยังพึ่งพาการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ราว 70% ส่งผลให้การบริหารห่วงโซ่อุปทานต้องรักษาสมดุลระหว่างการสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขกับการลดรอยเท้าสิ่งแวดล้อม (Environmental Footprint) จากการดำเนินงาน
ทั้งนี้ ภายหลังประเทศไทยประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2578 ภายใต้ NDC 3.0 ภาคโลจิสติกส์ด้านสุขภาพจึงเป็นอีกภาคส่วนที่ต้องเร่งปรับกระบวนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว ตั้งแต่การขนส่ง การบริหารคลังสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การวางแผนเส้นทาง และการใช้พลังงาน โดยยังต้องรักษามาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยของยาและเวชภัณฑ์
นายพูลเพิ่ม ระบุว่า ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของธุรกิจ โดยบริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานทั่วโลก (Scope 1 และ Scope 2) ได้ 65% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2563 พร้อมตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ซึ่งผ่านการรับรองจาก Science Based Targets initiative (SBTi)
แนวทางที่บริษัทนำมาใช้ประกอบด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนเส้นทางขนส่ง การเพิ่มอัตราการบรรทุกสินค้า การทยอยเปลี่ยนรถขนส่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน และการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานในศูนย์กระจายสินค้า
บริษัทมองว่า การปรับเส้นทางขนส่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน ทำให้ลูกค้าสามารถบริหารต้นทุนการกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการพัฒนาระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพ เนื่องจากยาและเวชภัณฑ์หลายประเภทต้องถูกจัดเก็บและขนส่งภายใต้มาตรฐานที่เข้มงวด โดยความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิแม้เพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยของผู้ป่วย
ตั้งแต่ปี 2562 DKSH ได้นำกล่องควบคุมอุณหภูมิแบบใช้ซ้ำมากกว่า 13,000 ใบ มาใช้ใน 8 ประเทศ เพื่อทดแทนกล่องโฟมแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยในประเทศไทย ปัจจุบันคำสั่งซื้อสินค้าควบคุมอุณหภูมิกว่า 80% ใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ซ้ำ ส่งผลให้สามารถลดการใช้กล่องโฟมได้ราว 1.3 ล้านใบต่อปี ขณะที่ผลการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) ระบุว่า แนวทางดังกล่าวช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1.8 ล้านกิโลกรัมภายในระยะเวลา 5 ปี เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้ง

นอกจากนี้ ในปี 2568 บริษัทสามารถลดการใช้ไฟฟ้าในคลังสินค้าของหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้เกือบ 20% จากปีก่อนหน้า สะท้อนการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง
นายพูลเพิ่ม กล่าวต่อว่า การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การกำกับดูแลกิจการ และความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
ในปี 2568 บริษัทได้ขยายการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 และ ISO 45001 ครอบคลุม 7 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย พร้อมบริหารเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกือบ 40 แห่งทั่วโลก และเดินหน้าพัฒนาแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนและการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง
บริษัทมองว่า ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานไม่ได้เป็นเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ควบคุมต้นทุน และสร้างความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควบคู่กับการสนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาและบริการด้านสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว