‘ใบยาสูบ’ พืชเศรษฐกิจริมโขง สร้างรายได้มั่นคงหลังฤดูทำนา
“ใบยาสูบเตอร์กิช” พืชเศรษฐกิจทางเลือกที่สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม ที่สามารถพลิกพื้นที่แห้งแล้งหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างรายได้สู่ครัวเรือนได้มากกว่า 20 ปี
ภาพรวมเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน มีประชากรกว่า 31 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 3 ของประเทศ สร้างรายได้รวมกว่า 1.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10% ของ GDP ประเทศในปี 2567 โดยมีแรงงานทั้งหมดกว่า 9 ล้านคน อยู่ในภาคเกษตรกว่า 4.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 53%
ภาคอีสาน ถือเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญในการส่งออก ไม่ว่าจะเป็น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง พืชสมุนไพร ฯ แต่ยังมีพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง คือ “ใบยาสูบใบยาเตอร์กิช” ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่ชาวบ้านนิยมเพาะปลูกหลังฤดูทำนาปรัง โดยเฉพาะในพื้นที่แห้งแล้ง ปลูกมากในจังหวัดนครพนม ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ซึ่งในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะมีต้นยาสูบมากถึง 30,000 – 40,000 ต้น
ใบยาเตอร์กิชเป็นใบยาที่ค่อนข้างแตกต่างจากใบยาอื่นๆ เพราะเป็นใบยาบ่มแดด มีกลิ่นหอมกว่าใบยาชนิดอื่น มีความหอมเฉพาะตัวจากแว็กซ์ หรือเรซิ่นที่สะสมอยู่ในใบยา เหมาะมากกับบรรยากาศแบบแห้งแล้ง ดินทรายจัด ไม่อุ้มน้ำ เพราะใบยาจะได้สร้างแว็กซ์ขึ้นมาเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ ยิ่งแว็กซ์มากยิ่งทำให้ใบยาหอมมาก
เพาะปลูกทั่วไทยหนุนส่งออก 1.7 พันล้าน
ปัจจุบันชาวไร่ยาสูบในไทยมีกว่า 22,500 ครัวเรือน แบ่งออกเป็น ภาคเหนือ 7 จังหวัด มีชาวไร่ 3,100 ครัวเรือน ได้แก่ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.พะเยา จ.แพร่ และจ.น่าน นิยมปลูกสายพันธุ์เวอร์จิเนีย มีน้ำตาลและรสชาติหวานหอม ใบยาที่เก็บเกี่ยวแล้วจะผ่านกรรมวิธีบ่มในเตาย่ม เพื่อเร่งการผลิตน้ำตาล
ภาคกลางตอนบน 2 จังหวัด มี 9,500 ครัวเรือน ได้แก่ จ.สุโขทัย และจ.เพชรบูรณ์ นิยมปลูกสายพันธุ์เบอร์เลย์ มีปริมาณนิโคตินสูง ใบยาที่เก็บเกี่ยวแล้วจะผ่านกรรมวิธีตากลมเพื่อให้ใบยาผลิตนิโคติน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 จังหวัด มีชาวไร่ประมาณ 9,900 ครัวเรือน ได้แก่ จ.นครพนม จ. สกลนคร จ.อุดรธานี จ.มุกดาหาร จ.กาฬสินธุ์ จ.มหาสารคาม จ. ร้อยเอ็ด จ.ยโสธร จ.อำนาจเจริญ จ.ศรีสะเกษ และจ.อุบลราชธานี นิยมปลูกสายพันธุ์เตอร์กีซ เนื่องจากมีน้ำมันและกลิ่นหอม ใบยาที่เก็บเกี่ยวแล้วจะผ่านกรรมวิธีตากแดดเพื่อให้ใบยาผลิตน้ำมันอโรม่า
ทั้งนี้ ในปี 2567 การส่งออกใบยาสูบทุกสายพันธุ์ในไทยมีมูลค่า 1,460 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายใบยา 3 สายพันธุ์ เฉลี่ยครัวเรือนละ 65,000–100,000 บาทต่อรอบการผลิต เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าว พบว่ายาสูบสามารถสร้างรายได้และกำไรต่อไร่สูงกว่าถึง 32%
โดยเฉพาะภาคอีสาน มีชาวไร่ยาสูบกว่า 9,900 ราย สามารถผลิตใบยาดิบได้ประมาณ 4 ล้านกิโลกรัม ส่งออก 3,787 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่าส่งออกมากถึง 750 ล้านบาท
ขณะที่ปี 2568 (มกราคม–พฤศจิกายน) ยาสูบไทยสร้างมูลค่าการส่งออกสูงถึง 1,700 ล้านบาท ปริมาณรวม 11 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็น สายพันธุ์เวอร์จิเนีย 4.6 ล้านกิโลกรัม สายพันธุ์เบอร์เลย์ 4.2 ล้านกิโลกรัม และสายพันธุ์เตอร์กิช 2.4 ล้านกิโลกรัม
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยาสูบไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ มาจากการที่ชาวไร่ปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) อย่างเคร่งครัด ทั้งด้านคุณภาพผลผลิต การจัดการต้นทุน การจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ขยะ และของเสีย รวมถึงการดูแลแรงงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มีระบบสัญญาเกษตรที่ชัดเจน ระบบตรวจสอบย้อนกลับด้วยบาร์โค้ดตั้งแต่ฟาร์มถึงโรงงาน และการเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
ทางเลือกรายได้มั่นคง
ด้านนางไสคำ สิทธิชำนาญ อายุ 54 ปี เกษตรกรผู้เพาะปลูกใบยาสูบเตอร์กิช ต.หนองฮี อ.ปลาปาก จ.นครพนม เปิดเผยว่า ประกอบอาชีพปลูกข้าวและปลูกใบยาสูบ ซึ่งมีการปลูกใบยาสูบมากว่า 20 ปี เนื่องจากมีการประกันราคาและมีตลาดรองรับแน่นอนทุกปี โดยจะปลูกหลังฤดูทำนา และมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทผู้ส่งออกเข้ามาให้คำแนะนำตั้งแต่การดูแลแปลงกล้า การปลูก การดูแลรักษา ไปจนถึงการรับซื้อผลผลิต
ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกประมาณ 5 ไร่ สร้างกำไรได้มากกว่า 100,000 บาทต่อรอบการผลิต หรือเฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อไร่
ในรอบการปลูก1ครั้ง จะต้องใช้ 30,000–40,000 ต้นต่อไร่ โดยมีรอบปลูกภายหลังสิ้นสุดฤดูทำนาในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม เพราะเป็นช่วงมีสภาพอากาศเหมาะสมในการผลิตใบยาให้มีคุณภาพที่สุด
นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนโดยบริษัทผู้ส่งออก ให้มีการทดลองใช้ ‘ระบบน้ำหยด’ จากเดิมที่มีการเปิดคันดินให้น้ำไหลเข้าในปริมาณมาก ทำให้ต้นใบยาสูบอาจได้รับน้ำมากเกินไป ส่งผลต่อการเติบโตและคุณภาพใบยา
ดังนั้นการใช้ระบบน้ำหยด จะช่วยลดต้นทุนการใช้แรงงานและทำให้ต้นใบยาสูบมีการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งบริษัทผู้ส่งออกจะมีเก็บข้อมูลระยะเวลา 1 ปี เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและขยายผลการใช้ระบบน้ำหยดในอนาคต
“การปลูกใบยาช่วยให้มีรายได้มั่นคง สามารถ ส่งบุตรหลานเรียน และยกระดับคุณภาพชีวิตได้ ดีเมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกผักสวนครัวซึ่งมีราคาผันผวนค่อนข้างมาก” นางไสคำกล่าวทิ้งท้าย

