“เชียงราย” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ถูกจับตามองมากที่สุดของภาคเหนือ ด้วยศักยภาพด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่แข็งแรง จนสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มเมืองรอง และกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของประเทศ
ข้อมูลการท่องเที่ยวปี 2568 โดยกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า เชียงรายเป็นเมืองรองที่มีผู้เยี่ยมเยือนมากที่สุดของประเทศ จำนวนประมาณ 6,463,147 คน ขณะที่รายได้ภาคการท่องเที่ยวปี 2568 อยู่ที่ 51,540 ล้านบาท (ทะลุ 50,000 ล้านบาท เป็นครั้งแรก รั้งอันดับที่ 9 ของประเทศ)
เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ทั้งปีมีรายได้จากการท่องเที่ยวราว 49,420 ล้านบาท สะท้อนถึงความต่อเนื่องของการเติบโต และศักยภาพของเชียงรายในการยกระดับการท่องเที่ยวจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณค่าทางเศรษฐกิจ”
เมืองรองทำเลทอง
นางพร้อมพร จินดาวงศ์ เนตรหาญ CEO บริษัท เชียงรายพัฒนาเมือง (CRCD) จำกัด (SE) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เชียงรายคือเมืองรองที่ภาครัฐลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 10-20 ปี ทั้งระบบคมนาคมทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ ทำให้การเข้าถึงจังหวัดมีความสะดวกสูง และกำลังจะยกระดับขึ้นอีกขั้นเมื่อโครงการรถไฟทางคู่แล้วเสร็จภายในราว 2 ปีข้างหน้า

เชียงรายเป็นจังหวัดไม่กี่แห่งที่มีลักษณะเป็น International Port อย่างแท้จริง เชื่อมโยงกับประเทศรอบข้างได้หลายมิติ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่แตกต่างจากเมืองรองอื่น ผสมผสานทั้งความเป็นเมืองชายแดน เมืองท่องเที่ยว ทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจเฉพาะตัว
ในเชิงโครงสร้างเมือง มีลักษณะคล้ายหาดใหญ่ คือเป็นทั้งเมืองชายแดนและเมืองท่องเที่ยว แต่มีจุดแข็งเหนือกว่าตรงทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งภูเขา ป่าไม้ และภูมิประเทศที่หลากหลาย ขณะเดียวกัน ก็มีแหล่งท่องเที่ยว Man-Made ซึ่งพัฒนาไปสู่ระดับสากล อาทิ วัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น รวมถึงพื้นที่กิจกรรมอย่าง สิงห์ปาร์ค (Singha Park) ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้ง Social Enterprise หรือพื้นที่กิจการเพื่อสังคมและพื้นที่เปิดสาธารณะ รองรับอีเวนต์ระดับประเทศและนานาชาติ
นอกจากนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เชียงรายได้รับการรับรองเป็นเมืองสร้างสรรค์ (Creative City) ของ UNESCO ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักเชียงรายมากขึ้น สัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตสูงถึง 60% ซึ่งจุดขายหลักที่เชียงรายนำเสนอในเวที UNESCO คือ “ดอยตุง” ในฐานะต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ส่งผลให้เชียงรายกลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงการมาเยือนเพื่อถ่ายภาพ
ชู Magnet ท่องเที่ยวคุณภาพ
นางพร้อมพรกล่าวว่า อีกหนึ่งแรงดึงดูดสำคัญคือสินค้าเกษตรคุณภาพสูง โดยเฉพาะชาและกาแฟ ซึ่งเชียงรายเป็นแหล่งปลูกอราบิก้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และมี Specialty Coffee ที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก กาแฟบางสายพันธุ์ เช่น เกอิชา มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ชาจากเชียงรายได้รับรางวัลระดับนานาชาติ และถูกส่งออกไปยังตลาดไต้หวัน ยุโรป และตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ เชียงรายได้ประกาศทิศทางใหม่ในการพัฒนาเมืองสู่ Wellness City โดยไม่เน้นตลาดลักเซอรี่เหมือนเมืองท่องเที่ยวชายทะเล แต่ใช้จุดแข็งด้านระบบสาธารณสุข โรงพยาบาล และองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พัฒนาบริการด้าน Longevity และ Anti-Aging ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมผสานศิลปะ วัฒนธรรม และกิจกรรมชุมชน
นอกจากนี้ เชียงรายยังกลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Long Stay และ Digital Nomad โดยเฉพาะชาวยุโรปและสแกนดิเนเวียที่เข้ามาพำนักในช่วงฤดูหนาวปีละกว่า 500 คน ใช้ชีวิต ทำงาน และใช้จ่ายในพื้นที่เป็นระยะเวลา 4-5 เดือน ด้วยค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 300,000-500,000 บาทต่อคน เนื่องจากมีสภาพอากาศที่เหมาะสม ค่าครองชีพต่ำ การเดินทางสะดวก มีสนามบิน ห้างสรรพสินค้า และความปลอดภัยของเมือง
อย่างไรก็ดี การก้าวสู่เมืองหลักไม่จำเป็นต้องแข่งด้านจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ควรมุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า เน้นกลุ่มที่พำนักนาน ใช้จ่ายสูง และกลับมาเยือนซ้ำ การสร้างความแตกต่างต้องเริ่มจาก “การเล่าเรื่องเมืองให้เป็น” เปลี่ยนจากการท่องเที่ยวแบบล่าแต้ม ไปสู่การสร้างประสบการณ์ เพราะเราไม่ได้แข่งด้วยความหรูหรา แต่แข่งด้วยคุณค่าและคุณภาพชีวิต
“การเติบโตของเชียงรายไม่ได้เกิดจากความคึกคักฉาบฉวย หากแต่เป็นผลจากการสั่งสมศักยภาพของเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนวันนี้เมืองรองแห่งนี้กำลังถูกวางบทบาทใหม่ในฐานะ “เมืองหลัก” ที่ต้องเติบโตอย่างมีทิศทาง สมดุล และยั่งยืนในระยะยาว”

เมืองรองดาวรุ่งที่พร้อมขยายตัว
ว่าที่ ร.ต.เมฆา สิริชัยรุ่งเรือง นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เชียงรายในปัจจุบันได้ก้าวข้ามจากการเป็น “เมืองรอง” ไปสู่การเป็น “เมืองดาวรุ่ง” อย่างชัดเจน ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ครบถ้วน ทั้งสนามบิน โรงแรม ท่าเรือ รวมถึงโครงการรถไฟทางคู่ที่กำลังจะเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้ ประกอบกับการได้รับการประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 3 อำเภอ และการเป็นจังหวัดชายแดนที่มีหน้าด่านติดกับประเทศเพื่อนบ้านถึง 2 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา และ สปป.ลาว รวมถึงการเชื่อมต่อทางแม่น้ำโขงซึ่งสามารถเดินทางไปถึงจีนได้โดยตรง
นอกจากนี้ ยังมีมหาวิทยาลัยหลักถึง 4-5 แห่ง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ มีศูนย์การแพทย์และโรงพยาบาลรวมกว่า 5 แห่ง ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นเมือง Wellness ได้อย่างเต็มรูปแบบ
เชียงรายยังถูกวางบทบาทให้เป็นเมืองกีฬา (Sport City) โดยได้รับคัดเลือกให้จัดการแข่งขัน Spartan Race ต่อเนื่องถึง 3 ปี พร้อมทั้งมีการวางผังนโยบายดึงจุดเด่นของทั้ง 18 อำเภอออกมาอย่างชัดเจน เพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะพื้นที่
ในมิติสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ชาและกาแฟคือจุดแข็งที่เชียงรายไม่ต้องปฏิเสธ แบรนด์ระดับโลกและระดับประเทศจำนวนมากมีฐานการผลิตอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจังหวัดพยายามเชื่อมโยงภาคเอกชนเข้ากับสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้าง Story และงานวิจัย ยกระดับมูลค่าให้สินค้าเชียงรายอย่างเป็นระบบ
อีกปัจจัยสำคัญ เชียงรายได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงอันดับ 2 ของโลก และเหมาะกับกลุ่ม Digital Nomad ที่สามารถทำงานได้จากทุกที่ นักท่องเที่ยวที่เลือกมาเชียงรายจึงควรมีเป้าหมายในการเรียนรู้วัฒนธรรม หรือดูแลสุขภาพ (Wellness) เชียงรายเป็น “เมืองที่น่าค้นหา” เพราะแต่ละอำเภอมีเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

“ขนส่งสาธารณะ” โจทย์ใหญ่
ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการเดินทางภายในจังหวัดยังค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ ดังนั้น “ระบบขนส่งสาธารณะ” คือหนึ่งในปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางด้วยตัวเอง
ขณะนี้จังหวัดอยู่ระหว่างการหารือ เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งจากสนามบินไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญให้สะดวกมากขึ้น และความท้าทายอีกด้านก็คือ ระบบการจัดการนักท่องเที่ยวตั้งแต่หน้าด่านจนถึงที่พัก หากมีการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-Time ระหว่างสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและจังหวัดจะสามารถเพิ่มความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น
ถอดรหัส ‘ถิ่นล้านนา’ สู่เมืองยุทธศาสตร์ระดับประเทศ
นายภาคภูมิ ผลพิสิษฐ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เชียงรายในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติหรือวัฒนธรรม แต่เป็น “เมืองยุทธศาสตร์” ของประเทศ ด้วยที่ตั้งชายแดนติดเมียนมา และ สปป.ลาว และเป็นเส้นทางเชื่อมสู่จีนตอนใต้ผ่านเส้นทาง R3A ระยะทางเพียงกว่า 240 กิโลเมตร
ซึ่งการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือในแม่น้ำโขงจากจีนสู่ท่าเรือเชียงแสน หลังหยุดชะงักไปกว่า 4-5 ปี
รวมถึงแผนพัฒนาโครงข่ายรถไฟจากเด่นชัย-เชียงของ ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 จะช่วยเติมเต็มระบบโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการค้าให้เชียงรายมีความครบวงจรมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน สนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงรายซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติ กำลังอยู่ระหว่างการผลักดันให้กลับมามีเที่ยวบินระหว่างประเทศอีกครั้ง เพื่อเสริมศักยภาพการเข้าถึงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
เชียงรายมีความพร้อมในการพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (High Value Tourism) อย่างชัดเจน ทั้งจากนโยบายการเป็น Wellness City ที่มีฐานมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และแหล่งน้ำพุร้อนกว่า 10 แห่ง

นอกจากนี้ เชียงรายยังเป็นแหล่งผลิตชาและกาแฟสำคัญที่สุดของประเทศ สามารถต่อยอดเป็น “เมืองหลวงแห่งชาและกาแฟ” ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง
ซึ่งช่วยลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและปัญหา PM 2.5 จนทำให้เชียงรายมีจุดความร้อนต่ำที่สุดในภาคเหนือในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
อีกหนึ่งอัตลักษณ์สำคัญคือ ความหลากหลายของชาติพันธุ์กว่า 30-40 กลุ่ม ซึ่งมากที่สุดในประเทศ และสามารถพัฒนาเป็น Soft Power ด้านวัฒนธรรม ผ่านการจัดงานชาติพันธุ์และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ
ทั้งนี้ แม้ศักยภาพเมืองโดยรวมจะมีความพร้อม แต่ยอมรับว่าความท้าทายสำคัญที่สุดในการก้าวสู่เมืองหลัก คือระบบขนส่งสาธารณะภายในจังหวัด ทั้งการเดินทางจากสนามบินสู่เมือง และการเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ยังมีต้นทุนการเดินทางสูง
ถ้าโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางดีขึ้น เชียงรายจะสามารถรองรับการเติบโตของเมืองหลักได้อย่างสมดุล
“เมื่อเมืองรองอย่างเชียงรายสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเชียงรายจะเติบโตได้แค่ไหน หากแต่คือเชียงรายจะก้าวสู่เมืองหลักอย่างไร โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์และสมดุลของเมือง เพราะท้ายที่สุด การก้าวสู่เมืองหลักไม่ใช่เรื่องของตัวเลขนักท่องเที่ยวหรือรายได้เพียงอย่างเดียว แต่คือการเลือกเส้นทางการเติบโต โดยยังยึดโยงกับรากเหง้าทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และสมดุลของเมืองไว้ได้มากน้อยเพียงใด”