กว่า 30 ปี ‘จันทบุรีคลังเกษตร’ สู่ผู้แปรรูปผลไม้ ‘ส่งออกระดับโลก’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
“จันทบุรีคลังเกษตร” ธุรกิจการเกษตรห้องแถว ที่อยู่คู่จังหวัดจันทบุรีมากว่า 3 ทศวรรษ ต่อยอดสู่ธุรกิจเครื่องจักรกลเกษตรอย่างครบวงจร อุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้ที่เชื่อมโยงการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายวิสุทธิ์ นพพันธ์” ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดจันทบุรี ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท คลังเกษตรอีควิปเม้นท์, กรรมการผู้จัดการ บริษัท จันทบุรีคลังเกษตร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท จันทบุรี โกลบอล ฟู้ดส์ จำกัด
ถึงเส้นทางการพัฒนาธุรกิจจากชาวสวน สู่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้รายใหญ่
ธุรกิจตึกแถวสู่แปรรูปผลไม้
คุณวิสุทธิ์เล่าว่า เดิมทีครอบครัวมีอาชีพทำสวน และได้ศึกษาต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะเกษตร สาขากีฏวิทยา ภายหลังจบการศึกษาจึงไปทำงานบริษัทเอกชนด้านธุรกิจการเกษตร ดูแลผลิตภัณฑ์การเกษตรกว่า 3 ปี ระหว่างนั้นเกิดไอเดียว่า จันทบุรีเป็นแหล่งเพาะปลูกผลไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าอนาคตความต้องการผลผลิตน่าจะเพิ่มขึ้น
รวมถึงเกษตรกรยังขาดองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จึงตัดสินใจทำธุรกิจของตัวเอง เริ่มต้นจากธุรกิจเคมีภัณฑ์เกษตร ร้าน “จันทบุรีคลังเกษตร” เป็นตึกแถวที่บริเวณสามแยกปากแซง อ.เมือง จ.จันทบุรี เมื่อ 38 ปีที่ผ่านมา
เมื่อมีลูกค้าเพิ่มขึ้น พื้นที่เดิมคับแคบ จึงไปซื้อที่ดินที่ อ.มะขาม กว่า 27 ไร่ เพื่อก่อสร้างเป็นสำนักงานพร้อมขยายกิจการ จนกระทั่งธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้พัฒนาเป็นร้านธุรกิจการเกษตรแบบครบวงจร จำหน่ายทั้งเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลทางการเกษตร และศูนย์ซ่อมบำรุง ใช้ชื่อ “คลังเกษตรอีควิปเม้นท์” ต่อมาได้ขยายสาขาไปยังภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรองรับกลุ่มเกษตรกรไม้ผลและพืชเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ในอดีตเกิดปัญหาราคาทุเรียนตกต่ำกว่า 5-6 ปี ลูกค้าเกษตรกรจำนวนมากเดือดร้อน จึงขอให้ช่วยขายสวน ขายที่ดิน ผมจึงคิดหาแนวทางแก้ปัญหา โดยแนวทางที่สามารถแก้ปัญหาได้ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ คือ การนำผลไม้แปรรูป เช่น ทุเรียนกวน ทอด แช่อิ่ม หรืออบแห้งฟรีซดราย
จนนำมาสู่การตั้ง บริษัท จันทบุรี โกลบอล ฟู้ดส์ จำกัด ทำธุรกิจแปรรูปผลไม้อบแห้ง (Freeze Dried) ภายใต้แบรนด์ “Fruitural” ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับดีมาก
ช่วงแรกใช้เครื่องจักรขนาดเล็กเพื่อนำสินค้าทำการทดลองตลาด แต่เมื่อเห็นสัญญาณตอบรับดี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทุเรียนฟรีซดราย มีออร์เดอร์จากต่างประเทศสูงขึ้น และโชคดีที่บริษัทเคมีการเกษตรมีพาร์ตเนอร์กับรัฐบาลจีน จึงได้ตัดสินใจลงทุน 30 ล้านบาท สร้างโรงงานอบแห้ง (Freeze Dried) แปรรูปผลไม้อบแห้ง ทุเรียน มังคุด มะม่วง ปัจจุบันส่งออกไปสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป

ใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานคน
คุณวิสุทธิ์ยังบอกอีกว่า จริง ๆ แล้วธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นธุรกิจที่ไม่ถนัดนัก แต่เห็นว่ายังเป็นที่ต้องการของเกษตรกรและเห็นถึงปัญหาภาคเกษตร เกษตรกรยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำสวนแบบเดิม
แต่ด้วยหลังจากทดลองตลาดผลไม้แปรรูปได้ 4-5 ปี ราคาทุเรียนขยับขึ้น จากวัตถุดิบล้นตลาด กลายเป็นไม่พอ ขณะเดียวกันเกิดวิกฤตแรงงานด้วย จึงต้องเริ่มนำเครื่องจักรกลมาทดแทนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
จากเดิมเครื่องจักรขนาดเล็กมีกำลังการผลิต 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ใช้เวลานานถึง 2 สัปดาห์ จำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องจักรขนาดใหญ่ขึ้น จนปัจจุบันสามารถแปรรูปผลไม้รวมได้ประมาณ 10,000 ตันต่อปี
ทั้งนี้ “คลังเกษตรอีควิปเม้นท์” ยังเป็นเจ้าแรกที่จัดจำหน่ายเครื่องจักรจากญี่ปุ่นและยุโรป และนำมาแสดงในงาน HORTEX ของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี สร้างกระแสความต้องการของเกษตรกร ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำธุรกิจตามความต้องการของตลาด
ข้อดี คืออยู่กับชาวสวนมาตลอด รู้ว่าต้องการเครื่องจักรประเภทไหน จึงให้โรงงานช่วยปรับแต่งให้ (Modify) ตามความต้องการของลูกค้า ในช่วง 20 ปีก่อนหน้านั้นเกษตรกรยังไม่มีความรู้ด้านการทำการเกษตร ยังไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และมองว่าใช้ต้นทุนสูง ยังไม่มีความจำเป็น แต่ก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเกษตรกรเริ่มให้การยอมรับและปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรขนาดเล็ก เช่น รถตัดหญ้า เลื่อยตัดแต่งกิ่ง ระบบการให้น้ำและให้ปุ๋ย

แปรรูปผลไม้อนาคตยังไกล
ปัจจุบันธุรกิจเคมีภัณฑ์การเกษตรมีสัดส่วน 75% ส่วนธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้ 20-25% และเครื่องจักรกลการเกษตร 8-10% แม้ธุรกิจเครื่องจักรจะมีการขยายไปที่ภาคใต้ แต่ยังเป็นธุรกิจที่เติบโตช้าเพราะราคาสูง เป็นธุรกิจเงินสด ไม่มีลีสซิ่งมาช่วย ลูกค้าต้องมีกำลังซื้อ ขณะเดียวกันเครื่องจักรบางตัวมีการลอกเลียนแบบกัน ทำให้ต้องมีการแข่งขันทางด้านราคา
ต่างจากธุรกิจผลไม้แปรรูปอบแห้ง กล้วย มะม่วง มังคุด สับปะรด รองมาเป็น จีน สินค้าหลักซึ่งเราเป็นผู้ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ภาคเหนือยันภาคใต้ เป็นธุรกิจที่ยังเติบโตได้อีก มีอนาคต อย่างไรก็ดี ปัญหาที่พบจากการทำธุรกิจนี้ คือ การแข่งขันด้านราคารุนแรง ทั้งจากบริษัทคนไทย คนจีนในไทย และเพื่อนบ้านที่ต้นทุนต่ำกว่า ทำให้ต้องพยายามหาตลาดต่างประเทศมากขึ้น ปัจจุบันส่งออกไป 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป
อุตสาหกรรมแปรรูปมีความสำคัญมาก หากภาครัฐส่งเสริมจริงจัง จะช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้ ดูจากปริมาณผลผลิตทุเรียนไทยที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศและจากเพื่อนบ้าน อนาคตทุเรียนจะล้นตลาด ราคาลดต่ำลง ดังนั้น ภาครัฐต้องช่วยหาตลาดใหม่รองรับ เช่น อินเดีย

ปัญหาภาคเกษตรไทย
หากภาคเอกชนทำเพียงลำพังคงไม่ประสบผลสำเร็จ ภาครัฐยังไม่ได้ลงทุนจริงจังเพื่อสร้างตลาดผลไม้แปรรูป กว่า 20-30 ปียังไปไม่ถึงไหน แล้วชาวสวนส่งออกทำการตลาดเองไม่ได้ หน้าที่ของชาวสวนคือผู้ผลิตสินค้าคุณภาพผลิตสินค้า ส่วนภาครัฐควรทำหน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกรรับซื้อผลผลิต ส่งเสริมการตลาดในต่างประเทศเพื่อขยายดีมานด์ นอกจากนี้ ยังต้องให้สิทธิพิเศษสนับสนุนผู้ประกอบการส่งออกเงินลงทุน 100-200 ล้านบาท ทำการตลาด ให้กู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว ตั้งงบประมาณดูดซับผลผลิตช่วงราคาตกต่ำ
ขณะเดียวกันเกษตรกรต้องคิดอย่างมืออาชีพ บริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำลง คำนวณต้นทุนต่อไร่ ควบคุมปัจจัยการผลิตค่าปุ๋ย ยา แรงงานให้ได้ ทำให้อัตราความเสี่ยงน้อยที่สุด เพราะปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจถึงวิธีการลงทุน จึงถูกปั่นกระแสหลงทิศทางไป ตามคำพูดอะไรแพงก็ปลูก เช่น มะม่วง กก.ละ 20 บาท ทุเรียน กก.ละ 100 บาท
โดยการลดต้นทุน ไม่ใช่แค่เพียงการลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ปุ๋ยหรือยา แต่เป็นการเพิ่มปริมาณผลผลิตให้ได้เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง ความเสี่ยงก็น้อยลง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น ถ้าลงทุน 500,000 บาท/ไร่ ผลผลิตที่ได้ 1 ต้นอาจจะใช้ต้นทุน 50 บาท แต่ถ้าเราทำผลผลิตเพิ่มขึ้น 2-3 ตัน เท่ากับว่าต้นทุนจะลดต่ำลงเหลือ 30-20 บาท
“ที่ผ่านมาภาครัฐยังทำงานตามกระแส ผลไม้พืชชนิดไหนมีราคาแพงจะได้รับการสนใจ ทำวิจัยกันมาก นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ชอบพูดถึงเกษตรกรว่าอะไรแพงก็ปลูก แต่ไม่มีใครมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ดังนั้นรัฐบาลต้องมี ‘กุนซือ’ ที่เข้าใจธุรกิจเกษตรจริง ต้องสามารถวางแผนรับมือปัญหาราคาตกต่ำและผลผลิตล้นตลาดอย่างเป็นระบบ”