Skip to content

เชียงใหม่ กางแผนฝ่าวิกฤต ชูโมเดล “Safe Haven” จี้รัฐอัดสภาพคล่อง SMEs

20 มี.ค. 2569 | 15:01น.
เชียงใหม่ กางแผนฝ่าวิกฤต ชูโมเดล “Safe Haven” จี้รัฐอัดสภาพคล่อง SMEs

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) จังหวัดเชียงใหม่ ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่กำลังเผชิญภาวะเปราะบางกว่าร้อยละ 80

ชี้ดัชนีความเดือดร้อน SMEs พุ่งสูง

ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ได้ทำแบบสอบถามถึงสมาชิกหอการค้า และภาคธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ดัชนีความเดือดร้อนของ SMEs ในเชียงใหม่พุ่งสูงถึง 4.56 จากคะแนนเต็ม 5 เนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นกว่า 140% และราคาน้ำมันดิบที่มีความเสี่ยงพุ่งสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระได้อีกต่อไป

ภาคเอกชนจึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณา ลดหย่อนภาษีเพื่อพยุงธุรกิจ และขอให้มีการตรึงราคาพลังงานอย่างจริงจัง

จี้แก้พลังงาน-หนุน Solar Cell 2 เท่า

ในด้านพลังงาน ภาคเอกชนเสนอให้รัฐสนับสนุนมาตรการภาษีสำหรับการติดตั้งระบบ Solar Cell โดยให้สิทธิลดหย่อนได้ถึง 2 เท่า “ทั้งระบบ” เพื่อลดต้นทุนไฟฟ้าในระยะยาว พร้อมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากรณีปั๊มน้ำมันบางแห่งจำกัดโควตาการเติมน้ำมัน ซึ่งกระทบต่อรถทัวร์และรถขนส่งสาธารณะที่วิ่งระยะไกล

ดันเชียงใหม่สู่ “Safe Haven & Tech Hub”

ดร.กอบกิจกล่าวว่า ด้านการท่องเที่ยว ภาคเอกชนเสนอแผนเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส โดยผลักดันให้เชียงใหม่เป็น “Safe Haven” หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและกลุ่ม Digital Nomad ที่ต้องการหนีภัยสงคราม

สำหรับ Safe Haven ในบริบทนี้คือ การขาย “ความสงบ ความปลอดภัย และความน่าอยู่” ของเชียงใหม่ ให้กลายเป็นสินค้าส่งออกระดับโลก เพื่อดึงคนที่มีเงินและทักษะสูงเข้ามาใช้จ่ายและอาศัยอยู่ในจังหวัดในช่วงที่โลกกำลังวุ่นวายและมีวิกฤตจากภาวะสงคราม

พร้อมเสนอให้รัฐช่วยทำการตลาดเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และลดการกวดขันที่สร้างภาระให้ผู้ประกอบการในช่วงที่กำลังฟื้นตัว

ยกระดับขนส่งสาธารณะและงานก่อสร้าง

สำหรับภาคการขนส่ง มีข้อเสนอให้ปรับลดค่าเช่ารถเพื่อช่วยเหลือคนขับ และวางรากฐานการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในอนาคต ขณะที่ภาคการรับเหมาก่อสร้าง ได้ขอให้ภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลาสัญญาจ้างและปรับเกณฑ์เงินชดเชยค่า K ให้สอดคล้องกับราคาวัสดุที่ผันผวน เพื่อป้องกันปัญหาการทิ้งงานและขาดสภาพคล่อง

ตั้งศูนย์เผชิญเหตุ ลด Panic Buying

ดร.กอบกิจกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กกร.เชียงใหม่ ยังเสนอให้จัดตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการเผชิญเหตุ” ในระดับท้องถิ่น เพื่อทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ลดความตื่นตระหนกและการกักตุนสินค้า (Panic Buying) ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมของจังหวัดยังคงขับเคลื่อนไปได้ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

ทั้งนี้ ภาคเอกชนหวังว่าข้อเสนอดังกล่าวจะได้รับการตอบรับและนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดเชียงใหม่อย่างยั่งยืน