Skip to content

ความเหลื่อมล้ำใต้ฝุ่นพิษ PM2.5 เมื่อ”ต้นทุนชีวิต” กำหนดทางรอดแรงงานภาคเหนือ

31 มี.ค. 2569 | 17:23น.
ความเหลื่อมล้ำใต้ฝุ่นพิษ PM2.5 เมื่อ”ต้นทุนชีวิต” กำหนดทางรอดแรงงานภาคเหนือ

ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นควันมหาโหดที่ปกคลุมภาคเหนือตอนบนมานานนับทศวรรษ หลายคนอาจมองว่าเป็น “ภัยพิบัติที่ทุกคนโดนเท่ากัน” แต่ในความเป็นจริง เมื่อมองภูมิทัศน์ (Landscape) ทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่าง กลับกลายเป็นกำแพงที่กั้นความอยู่รอดของคนแต่ละกลุ่มไว้ไม่เท่ากัน

งานวิจัยเรื่อง การปรับตัวของแรงงานภายใต้การอุบัติของฝุ่น PM2.5 ในเขตภาคเหนือตอนบน (Environmental Inequality: Change in Labor Allocation During PM2.5 Exposure in the Northern Part of Thailand) (ตีพิมพ์เมื่อเดือนตุลาคม 2568) ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ อ.ดร. มัทนา วงศ์ศิริขจร จากศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เป็นการศึกษาเชิงลึกจากข้อมูลจริงในพื้นที่ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า “ฝุ่น” มีพลวัตที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างไม่เท่าเทียมกัน โดยได้ฉายภาพให้เห็นถึง “ความซับซ้อน” ของปัญหา PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญ

เจาะลึก 8 จังหวัดภาคเหนือกับ 4 กลุ่มสถานะ

อ.ดร.มัทนา วงศ์ศิริขจร จากศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย

โดยมีการแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 4 ระดับตามสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม (Socio-economic Status) ได้แก่ 1.กลุ่มต่ำสุด (Bottom)  2.กลุ่มกลางต่ำ (Lower Middle) 3.กลุ่มกลางสูง (Upper Middle) 4.กลุ่มสูงสุด (Top)

ข้อค้นพบหลักชี้ให้เห็นว่า “ความสามารถในการปรับตัวต่อภัยพิบัติ (Adaptability)” ของแต่ละกลุ่มนั้นไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขด้านสถานะทางเศรษฐกิจ ระดับการศึกษา และสภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นสำคัญ

​ทั้งนี้ “ระดับรายได้” และ “การศึกษา” คือตัวแปรสำคัญที่กำหนดว่าใครจะ “รอด” หรือ “ร่วง” ในฤดูกาลฝุ่น

อ.ดร.มัทนา วงศ์ศิริขจร

แรงงานรายได้ต่ำ กับดักความยากจนที่มาพร้อมฝุ่น

อ.ดร.มัทนา กล่าวว่า กลุ่มรายได้ต่ำสุด หรือแรงงานนอกระบบ (Informal Sector) เช่น เกษตรกร และพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย คือกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด พวกเขาต้องทำงานกลางแจ้ง (Outdoor) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากจะมีรายได้น้อยอยู่แล้ว ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางสุขภาพที่สูงขึ้นจากการสัมผัสฝุ่นโดยตรง การเจ็บป่วยสะสมในระยะยาวอาจนำไปสู่ภาวะ “ทำงานไม่ได้” ซึ่งในกลุ่มแรงงานนอกระบบนี้ หากหยุดงานจะหมายถึง “ไม่มีรายได้” ทันที

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การหยุดงานเพื่อหนีฝุ่น” หมายถึง “การขาดรายได้” ทันทีเช่นกัน ซึ่งวงจรนี้ไม่เพียงแต่ทำลายสุขภาพ แต่ยังเป็นตัวเร่ง “กับดักความยากจน” (Poverty Trap) ที่ฝังรากลึกให้รุนแรงมากขึ้น เพราะเมื่อป่วยจนทำงานไม่ได้ รายได้ที่น้อยอยู่แล้วก็ยิ่งหายไป

ชนชั้นกลาง-สูง เกราะป้องกันทางกายภาพ

ในขณะที่กลุ่มรายได้สูงมักทำงานในอาคาร (Indoor) ซึ่งลดการสัมผัสฝุ่นโดยตรง แม้จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงหากหยุดงาน แต่พวกเขามีต้นทุนทางสังคมที่แข็งแรงกว่าในการปกป้องตัวเอง

ในทางกลับกัน กลุ่มแรงงานรายได้สูง มีแนวโน้มจะลดเวลาทำงานน้อยกว่ากลุ่มรายได้ปานกลาง เพราะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ที่สูงกว่าหากหยุดงาน

การศึกษา ตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ

​งานวิจัยระบุว่า “ระดับการศึกษา” มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับตัว โดยพบว่าผู้ที่มีการศึกษาสูงมีความน่าจะเป็นในการ “หยุดงาน” หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความตระหนักรู้ (Awareness) ถึงอันตรายและผลกระทบระยะยาวของ PM 2.5 มากกว่า และมีทางเลือกในการตัดสินใจที่ดีกว่าหรือยืดหยุ่นกว่ากลุ่มที่เข้าไม่ถึงข้อมูล

สะเทือนถึง GDP และงบประมาณรัฐ

อ.ดร.มัทนา กล่าวต่อว่า ปัญหา PM 2.5 ไม่ได้ทำร้ายแค่สุขภาพรายบุคคล แต่กำลังกัดกินเศรษฐกิจของประเทศใน 2 มิติหลักคือ 1.การลดลงของ GDP เมื่อแรงงานเจ็บป่วยบ่อยครั้ง ผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศย่อมลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ และจะส่งผลให้ผลผลิตรวมของประเทศลดลงตามไปด้วย 2.ค่าใช้จ่ายภาครัฐ
รัฐบาลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้นจากการรักษาโรคเรื้อรังที่เกิดจากฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง

Equalityไม่เท่ากับ Equity โจทย์ใหญ่ที่รัฐต้องตีให้แตก

อ.ดร. มัทนา กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการจัดการปัญหาคือความต่างระหว่าง Equality (ความเท่าเทียม) และ Equity (ความเป็นธรรม) กล่าวคือ ความเท่าเทียม (Equality) เช่น การที่รัฐแจกหน้ากากอนามัยให้ทุกคนเหมือนกันหมด ซึ่งอาจดูดีแต่ในความเป็นจริงคนรวยอาจได้ประโยชน์เท่าคนจน ทั้งที่เขามีกำลังซื้อเองได้

และความเป็นธรรม (Equity) คือการที่รัฐต้องตระหนักว่า “คนจนเปราะบางกว่า” จึงต้องการความช่วยเหลือที่มากกว่า เจาะจงกว่า และตรงจุดกว่า เพื่อให้เขาสามารถรอดพ้นจากวิกฤตนี้ไปได้พร้อมกับกลุ่มคนอื่นๆ ในสังคม

PM2.5 ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ต้องก้าวข้ามมาตรการฉาบฉวย

อ.ดร.มัทนา กล่าวด้วยว่า งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า PM2.5 คือ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ตราบใดที่ PM 2.5 ยังถูกมองว่าเป็นแค่ปัญหาเฉพาะหน้า แก้ด้วยการแจกหน้ากากหรือห้องปลอดฝุ่นที่มาแล้วก็ไป ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้จะไม่มีวันหมดไป เมื่อฝุ่นจาง ความสนใจก็ลดลง แต่ความเหลื่อมล้ำยังคงดำเนินต่อไป

ถึงเวลาที่รัฐต้องมองให้ทะลุ Landscape ของความเหลื่อมล้ำ และเร่งเยียวยากลุ่มเปราะบางให้ตรงจุด ก่อนที่ฝุ่นพิษจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ถ่างช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนให้กว้างขึ้นจนยากจะประสาน

ทางออกสำคัญคือ รัฐต้องเร่งแก้ไขที่ต้นเหตุ และในระหว่างที่ยังแก้ปัญหาโครงสร้างไม่ได้ทันที อย่างน้อยที่สุดต้องมี “มาตรการเยียวยาที่เหมาะสมและตรงจุด” สำหรับกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำไม่ให้ขยายกว้างไปมากกว่านี้