เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘วีระพงษ์’ เร่งเครื่อง FTA ไทย-อียู ดึงเอกชนยุโรปตั้งทีมร่วม หนุนลงทุน-ยกระดับธุรกิจไทย
Economic ‘วีระพงษ์’ เร่งเครื่อง FTA ไทย-อียู ดึงเอกชนยุโรปตั้งทีมร่วม หนุนลงทุน-ยกระดับธุรกิจไทย
รมช.เกษตร เผย ครม.ตั้ง ‘รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์‘ นั่งปลัดคนใหม่ เหลืออายุราชการ 7 ปี
Politics รมช.เกษตร เผย ครม.ตั้ง ‘รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์‘ นั่งปลัดคนใหม่ เหลืออายุราชการ 7 ปี
กรมเหมืองฯ รีไซเคิลซากแบตเตอรี่ EV เป็นวัตถุดิบใหม่ ดึง “อมิตา” ต่อยอดสู่การผลิตจริง
Economic กรมเหมืองฯ รีไซเคิลซากแบตเตอรี่ EV เป็นวัตถุดิบใหม่ ดึง “อมิตา” ต่อยอดสู่การผลิตจริง
ครม.ไฟเขียวงบกลาง 843 ล้าน ฟื้นฟูระบบชลประทาน 5 จังหวัดใต้
Politics ครม.ไฟเขียวงบกลาง 843 ล้าน ฟื้นฟูระบบชลประทาน 5 จังหวัดใต้
จับตาอาณาจักร 100 ไร่ ‘เดอะมอลล์โคราช’ ทายาทเจ๊เกียว เปิดใจทำไมต่อสัญญาเช่า 30 ปี
Real Estate จับตาอาณาจักร 100 ไร่ ‘เดอะมอลล์โคราช’ ทายาทเจ๊เกียว เปิดใจทำไมต่อสัญญาเช่า 30 ปี
เอกนิติ ยันทบทวน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ มุ่งช่วยคนจนจริง ชี้ 72 สิทธิช่วยเหลือยังคงเดิม
Politics เอกนิติ ยันทบทวน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ มุ่งช่วยคนจนจริง ชี้ 72 สิทธิช่วยเหลือยังคงเดิม
วราวุธ จ่อยกระดับอุตฯยานยนต์ xEV รับคลื่นลงทุนจีน ชูไทยฐานผลิต
Politics วราวุธ จ่อยกระดับอุตฯยานยนต์ xEV รับคลื่นลงทุนจีน ชูไทยฐานผลิต
‘จุลพันธ์’ รับหนังสือ สสทร. ค้าน “สูตร CARE” ปรับเงินบำนาญชราภาพ
Politics ‘จุลพันธ์’ รับหนังสือ สสทร. ค้าน “สูตร CARE” ปรับเงินบำนาญชราภาพ
ราคาทองวันนี้ (21 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท รูปพรรณขายออก 65,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (21 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท รูปพรรณขายออก 65,200 บาท
สำนักงานสลากฯ เปิดช่องทางยกเลิกตัวแทนจำหน่ายหวย เลือกรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
Finance สำนักงานสลากฯ เปิดช่องทางยกเลิกตัวแทนจำหน่ายหวย เลือกรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ดูทั้งหมด

ลมหายใจที่ต้องซื้อ PM2.5 เผาเงินคนเหนือ 1.6 หมื่นล้าน

09 เม.ย. 2569 | 13:52น.
PM2.5 เชียงใหม่

ท่ามกลางม่านหมอกควันสีเทาที่ปกคลุม 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนมาอย่างยาวนาน หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงปัญหาทางสุขภาพ

แต่ผลการศึกษางานวิจัยเพิ่มเติมจากเรื่องการปรับตัวของแรงงานภายใต้การอุบัติของฝุ่น PM2.5 ในเขตภาคเหนือตอนบน (Environmental Inequality: Change in Labor Allocation During PM2.5 Exposure in the Northern Part of Thailand) (ตีพิมพ์เมื่อเดือนตุลาคม 2568) ของศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่า

อากาศบริสุทธิ์กลายเป็น “สินค้า” ที่มีราคาสูงลิ่ว ที่ประชาชนต้องควักเงินจ่ายเพื่อเอาชีวิตรอด

ข้อค้นพบของผลการศึกษาจากงานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนชัดว่า วิกฤตฝุ่นควัน PM2.5 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพเท่านั้น ทว่ากลับกลายเป็น “หายนะทางเศรษฐกิจ” ที่ดึงเงินออกจากกระเป๋าประชาชน รวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี

นี่คือวิกฤตเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่กำลังกัดกิน 2.69 ล้านครัวเรือนใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างรุนแรง

ต้นทุนที่มองไม่เห็น

อ.ดร.จีราภา อินธิแสง โธฌีม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการสำรวจเชิงลึกใน 400 ตัวอย่างครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำปาง, ลำพูน, แม่ฮ่องสอน, น่าน, พะเยา และแพร่ พบว่า ภาระค่าใช้จ่ายในการเอาตัวรอดจากฝุ่น PM2.5 มีความแตกต่างกันอย่างน่าตกใจ ตามระดับการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกัน

กล่าวคือ ข้อมูลจากงานวิจัยจำแนก “ค่าใช้จ่ายในการเอาตัวรอด” ของครัวเรือนใน 8 จังหวัดภาคเหนือไว้อย่างน่าสนใจ โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่มีและไม่มีเครื่องฟอกอากาศ

1.กลุ่มไร้เครื่องฟอกอากาศ (78.2% ของครัวเรือน) ต้องแบกรับภาระค่าหน้ากาก ค่ารักษาพยาบาล และค่าเสียโอกาสรายได้ ที่สูญเสียจากการหยุดงานเฉลี่ย 4,776 บาทต่อปี

2.กลุ่มมีเครื่องฟอกอากาศ (21.7% ของครัวเรือน) ภาระพุ่งสูงถึง 10,369 บาทต่อปี (เมื่อคำนวณรวมค่าเครื่องฟอก ไส้กรอง และค่าเสียโอกาสทางรายได้) ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าครัวเรือนที่พยายามปกป้องสุขภาพอย่างเต็มที่ต้องจ่ายเงินสูงกว่าครัวเรือนทั่วไปถึง 2 เท่า หรือเปรียบได้กับการเสียภาษีทางอ้อมให้มลพิษ เพียงเพื่อให้มีลมหายใจที่สะอาดในบ้านตัวเอง

“สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คนมีฐานะยอมจ่ายหลักหมื่นเพื่อซื้ออากาศสะอาด แต่กลุ่มคนรากหญ้าต้องแลกด้วยสุขภาพและรายได้ที่หายไป”

เผาเงินคนเหนือ 1.6 หมื่นล้าน

อ.ดร.จีราภาระบุว่า เมื่อคำนวณจากจำนวนครัวเรือนจริงกว่า 2.69 ล้านครัวเรือน เทียบกับ GDP ภูมิภาคของ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนกว่า 6.87 แสนล้านบาท พบว่า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน (Actual Loss) อยู่ที่ 16,135.09 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.3% ของ GDP ภูมิภาค 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

ตัวเลขนี้ถือเป็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยิ่ง เพราะมันคือเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกดึงออกจากระบบเศรษฐกิจภาคเหนือ แทนที่จะถูกนำไปใช้สอยหรือลงทุนในด้านอื่น

อ.ดร.จีราภากล่าวต่อว่า ตัวเลขความเสียหาย 16,135.09 ล้านบาทนี้เป็นการคำนวณตามสัดส่วนจริงของครัวเรือนภาคเหนือ โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ซื้อเครื่องฟอกอากาศเพื่อความปลอดภัย 21.7% และกลุ่มใหญ่ถึง 78.2% ที่ยังต้องเผชิญฝุ่นโดยไม่มีเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งเมื่อนำภาระของทั้งสองกลุ่มมารวมกันจึงกลายเป็นค่าใช้จ่ายจริงที่คนเหนือต้องจ่าย

“เป็นการคำนวณถัวเฉลี่ยตามสัดส่วนการครอบครองเครื่องฟอกอากาศจริง ของประชากรในพื้นที่ (21.7% มีเครื่องฟอกอากาศ และ 78.2% ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ) ซึ่งสะท้อนภาพชัดเจนว่า แม้คนส่วนใหญ่จะยังเข้าไม่ถึงเครื่องป้องกันฝุ่นที่มีประสิทธิภาพ แต่ภาระค่าใช้จ่ายรวมทั้งภูมิภาคก็ยังพุ่งสูงจนน่ากังวล”

ทว่าสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หากรัฐบาลยังนิ่งเฉยจนประชาชนทุกครัวเรือนต้องดิ้นรนซื้อเครื่องฟอกอากาศเพื่อหนีตายกันหมด มูลค่าความเสียหายจะพุ่งทะยานไปแตะที่ 27,906 ล้านบาท หรือสูงถึง 4.1% ของ GDP ทันที ถือเป็นสัดส่วนที่สะท้อนถึงวิกฤตที่ไม่อาจมองข้ามได้

Productivity ที่หดหาย

อ.ดร.จีราภากล่าวว่า วิกฤต PM2.5 ยังทำลายประสิทธิภาพในการทำงาน (Productivity) โดยเฉพาะกลุ่มคนจน (24%) ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง คนกลุ่มนี้ไม่สามารถป้องกันตนเองได้ดีเท่ากลุ่มคนรายได้สูงที่ทำงานในห้องปรับอากาศ ถือเป็นกลุ่มเปราะบาง ที่ไม่สามารถเลี่ยงฝุ่นได้ ทำให้เจ็บป่วยบ่อย เสียโอกาสในการหาเงิน

กล่าวได้ว่า เงินหลักพันถึงหลักหมื่นที่หายไปต่อปีคือเงินที่ควรเป็นค่าอาหาร นำไปต่อยอดอาชีพ หรือทุนการศึกษาบุตรหลาน แต่วันนี้กลับถูกเผาทิ้งไปกับฝุ่นควัน ปัญหานี้จึงเป็นตัวเร่งให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำในภาคเหนือขยายกว้างขึ้นอย่างรุนแรง

จี้รัฐชดเชยเยียวยา 5.7 หมื่นล้าน

อ.ดร.จีราภากล่าวอีกว่า อีกหนึ่งข้อค้นพบที่สำคัญของงานวิจัยนี้ จากการสำรวจความคาดหวังของประชาชน พบเสียงสะท้อนที่ส่งตรงถึงรัฐบาลอย่างหนักแน่น โดยประชาชนในพื้นที่ระบุชัดเจนว่า รัฐบาลควรเข้ามามีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผลสำรวจระบุว่า 1.ความคาดหวังรายคน ประชาชนต้องการการเยียวยาที่เหมาะสมเฉลี่ย 6,280 บาทต่อคนต่อปี 2.ความคาดหวังรายครัวเรือน (เฉลี่ย 3.4 คน) คิดเป็นเงินชดเชยสูงถึง 21,352 บาทต่อปี

ดังนั้นหากรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงตามความคาดหวังของประชาชนกว่า 2.69 ล้านครัวเรือน มูลค่าการเยียวยารวมจะพุ่งสูงถึง 57,458.2 ล้านบาทต่อปี

ต้องแก้ที่ต้นเหตุ

อ.ดร.จีราภาย้ำว่า รัฐบาลต้องเร่งจัดการที่ “ต้นเหตุ” ทั้งไฟป่าและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อคืนเงินในกระเป๋าและคืนคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้คนภาคเหนือ ก่อนที่เศรษฐกิจภูมิภาคจะถูกเผามอดไหม้ไปมากกว่านี้ หากวิกฤตนี้ยังไร้ทางออกลมหายใจของคนภาคเหนือจะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสุขภาวะ แต่หมายถึง “ต้นทุนชีวิต” ที่นับวันจะยิ่งสูงเกินกว่าจะแบกรับไหว

ตัวเลขความเสียหายกว่า 1.6 หมื่นล้านบาทในวันนี้ คือ “ราคาของความเพิกเฉย” (The Price of Inaction) ที่รัฐบาลต้องตระหนักว่า หากยังปล่อยให้ประชาชนต้องดิ้นรนหนีตายกันเองจนถึงที่สุด ความล่มสลายทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด