น้ำท่วมปราจีนฯ ประมงขาดทุนยับ จี้รัฐเร่งเยียวยาต่อลมหายใจเกษตรกร
น้ำท่วมปราจีนบุรียืดเยื้อนานกว่า 20 วัน ด้านเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทั้งบ่อดินและในกระชังขาดทุนหนักด้านสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยจี้เร่งเยียวยาภายใน 30 วัน หวั่นกระทบห่วงโซ่การผลิตและตลาดสัตว์น้ำ
สถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอบ้านสร้างและอำเภอศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี ยังคงยืดเนื้อมานานกว่า 20 วัน สร้างควาเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทั้งในบ่อดินและกระชังเสียหายทั้งหมด แม้ว่าน้ำเริ่มลดระดับลงแต่ยังคงมีน้ำท่วมขังสูง 2 เมตร เกษตรกรบางรายขาดทุนหลายล้านบาท ขณะที่บางรายหันช่วยเพื่อนเกษตรกรกรรับซื้อปลาขายออนไลน์ ด้านสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยเรียกร้องรัฐบาลให้เยียวยาภายใน 30 วัน พร้อมพักชำระหนี้และจัดแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถกลับมาทำเกษตรได้โดยเร็ว
ลงทุน 30 ล้าน ปลาตายยกบ่อ
นายอภิชาต สาริกะภูติ เจ้าของแพปริญญา อ.บ้านสร้าง แพปลาขนาดใหญ่ในภาคตะวันออก เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตนและลูกชายได้ลงทุนทำบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ 100 ไร่ แบ่งเป็น 2 โซนคือ บ่อดิน (เลี้ยงปลาทับทิม ปลาจะละเม็ด ปลาทับทิม) และอีกส่วนหนึ่งเป็นบ่อตกปลา พื้นที่ 30ไร่ ลงทุน 30 ล้านบาท สำหรับเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ เช่น ปลากะโห้ ปลาบึก น้ำหนักตัวละ 50-100 กก. ราคาตัวละ 300,000-400,000บาท ใช้ระยะเวลาเลี้ยงยาว 7 ปี
นอกจากนี้ยังมีปลาที่เลี้ยงไว้จำนวน 12,000 ตัว ซึ่งมีการทำสัญญาซื้อ-ขายไว้แล้ว พร้อมขายในปี 2571 แต่ประสบภาวะน้ำท่วมหนักปลาได้หลุดออกจากบ่อไปทั้งหมด แม้จะพยายามทำคันดินกั้นแต่เอาไม่อยู่ ทำให้ปลาหายไปไม่เหลือแม้ตัวเดียว

นายอภิชาติกล่าวต่อว่า มีชาวบ้านจับปลาขนาดใหญ่กลับมาขายให้ จึงรับซื้อไว้บางส่วนในราคประมาณครึ่งหนึ่งของที่เคยรับซื้อ เพื่อนำมาแปรรูปขาย โดยมีกำไรเพียง 1 บาท/กก. อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่คิดยอมแพ้ เพราะเคยผ่านวิกฤตหนักมาแล้วหลายครั้ง
ขณะเดียวกัน ยังช่วยเหลือเกษตรกรรายอื่นที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยรับซื้อปลาชนิดต่าง ๆ เช่น ปลานิล ปลากด ปลาคัง ปลาจีน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ และนำมาขายออนไลน์ทั่วประเทศในราคาที่ต่ำกว่าตลาด
ส่วนข้อกังวลเรื่องสารปนเปื้อนในน้ำ นายอภิชาตระบุว่า ผลการทดสอบที่ได้รับแจ้งไม่พบว่าเป็นอันตรายต่อปลา อย่างไรก็ตาม ประเด็นคุณภาพน้ำและสาเหตุของปลาตายยังเป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างชัดเจน
โอดเงินเยียวยาน้อย ไม่เพียงพอ
ทางด้านนายบุญธรรม สุทตะพันธ์ ผู้เลี้ยงปลากะชัง อ.ศรีมหาโพธิ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เป็นเครือข่ายของบริษัทที่รับซื้อปลาและจำหน่ายพันธุ์ปลา โดยเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง 20 กระชัง มูลค่าการลงทุน 1.1 ล้านบาท เพิ่งลงลูกพันธุ์ไม่ถึงเดือน ต้นทุนตัวละ 8-10 บาท ต้องใช้เวลาเลี้ยง 4 เดือน คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 17 ตัน แต่กลับถูกน้ำท่วมทำให้ปลาตายทั้งหมด ความเสียหายทั้งหมดมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านบาท
ทั้งนี้ การกลับมาเลี้ยงใหม่ ยังต้องใช้เงินลงทุนอีกมาก ทั้งการเลี้ยง ค่าซ่อมอุปกรณ์ต่าง ๆ ขณะที่เงินช่วยเหลือจากภาครัฐน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจริง ซึ่งตามหลักเณฑ์เกษตรกรเลี้ยงปลากระชังจะได้รับความช่วยเหลือตารางเมตรละ 390 บาท รายละไม่เกิน 80 ตร.ม. เท่ากับการช่วยเหลือกระชังปลาได้เพียง 4 ลูกเท่านั้น จำนวนเงิน 31,200 บาท (กระชัง 1 ลูก พื้นที่ 20 ตร.ม.)
นายบุญธรรมกล่าวต่อว่า อาจต้องนำรถยนต์ไปเข้าไฟแนนซ์เพื่อหาเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งมีดอกเบี้ยกว่า 10% ต่อปี ขณะที่บริษัทเครือข่ายจะช่วยสนับสนุนค่ามัดจำอาหาร 20% ส่วนค่าลูกพันธุ์ยังต้องซื้อเอง จึงต้องการให้มีมาตรการช่วยเหลือและเร่งเยียวยาโดยเร็ว เพื่อให้สามารถเริ่มเลี้ยงได้ในเดือนธันวาคม และจับขายในเดือนมีนาคม – เมษายนซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมกว่าอากาศร้อนจัด
นอกจากนี้ ยังต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบสาเหตุปลาตายว่าเกิดจากน้ำเน่าเสียในพื้นที่เกษตรหรือสารเคมีโรงงานอุตสาหกรรม เพราะสังเกตว่าน้ำท่วมมีสีดำเข้ม โดยปลาเริ่มตายมากในช่วงน้ำลด หลังอยู่ในสภาพน้ำท่วมขังประมาณ 15 วัน แม้ในช่วงน้ำไหลและมีออกซิเจน ปลาจะเพียงลอยหัวแต่ยังไม่ตาย ทั้งนี้ ยังคงสรุปสาเหตุอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เร่งรัฐเยียวยาไม่เกิน30 วัน
ทางด้านนายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาพันธ์ฯ ร่วมกับสมาคมกุ้งตะวันออกไทย ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 เมื่อวันที่ 8 ต.ค. เสนอแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในลักษณะเดียวกับมาตรการช่วยเหลือผู้เลี้ยงกุ้ง
ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างน้อย 6 เดือน การจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือหลังสำรวจความเสียหายเสร็จภายใน 30 วัน เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนสำหรับการเริ่มเตรียมบ่อ ซ่อมแซมกระชัง
ผลกระทบครั้งนี้ไม่ใช่เพียงรายได้เป็นศูนย์ แต่กลายเป็นติดลบ หากไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่การผลิตและตลาดสัตว์น้ำ
และเงินช่วยเหลือภายหลังจากการสำรวจไม่ควรเกิน 30 วัน เพื่อให้เกษตรกรมีทุน เตรียมบ่อ เตรียมกระชังเลี้ยงต่อไป และไม่ให้กระทบต่อห่วงโซ่การผลิตเพราะรายได้ปีนี้ไม่ใช่ศูนย์แต่เป็นติดลบ ปัญหาตอนนี้คือน้ำยังไม่ลด เกษตรกรในพื้นที่บางแห่งยังออกมาแจ้งความเสียหายหายเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือยังไม่ได้จำนวนมาก