เอกชนหนุนสิทธิ ‘ติดโซลาร์บ้าน’ ได้ลดภาษี ดึงเงินเข้าระบบเศรษฐกิจหมื่นล้าน แนะรัฐออกระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า หวังช่วยลดค่าไฟประชาชน
นายชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ กรรมการสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย และรองกรรมการผู้จัดการบริษัท ซุปเปอร์ เอเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผย ‘ประชาชาติธุรกิจ’ ว่า เอกชนสนับสนุนมมาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในบ้านที่อยู่อาศัยด้วยมาตรการลกหย่อนทางภาษีอย่างเต็มที่ เพราะปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนขนาด 3-10 กิโลวัตต์ก็เป็นที่นิยมอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายใช้จ่ายทั้งหมดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 4-6 ปี ยกตัวอย่างบ้านไซซ์เล็กสุด ขนาด 3 กิโลวัตต์ สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 12 หน่วย เมื่อเทียบกับค่าไฟบ้านคิดรวม ๆ อยู่ที่ประมาณ 5 บาท เราจะประหยัดค่าไฟวันละ 60 บาท หรือ 1,800 บาทต่อเดือน และ 20,000 บาทต่อปี
ถ้ารัฐส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในส่วนนี้ มองในภาพกว้างแสดงว่าจะเกิดการหมุนเวียนในระบบ คิดง่าย ๆ ว่ามีจำนวน 100,000 ครัวเรือนลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟ 100,000 บาท จะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 10,000 ล้านบาท กระตุ้นการจ้างงานในส่วนของผู้รับเหมาทั้งรายใหญ่และรายย่อยรวมถึงลดค่าใช้จ่ายของประชน
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จูงใจประชาชนคือรัฐและการไฟฟ้าจะต้องเปิดกว้างมากขึ้น เพราะโซลาร์จะเก็บแดดตอนกลางวัน แต่ประชาชนอาจจะไม่ได้อยู่บ้าน ดังนั้นไฟที่จะผลิตได้อาจจะไม่ได้ใช้ แสดงว่าไฟจะต้องเหลือ ควรจะยอมให้เกิดการหักลบจากหน่วยไฟฟ้าที่ประชาชนใช้ไฟฟ้าในเดือนถัดไป (Net Metering)
คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถส่งไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้จากโซลาร์กลับเข้าระบบของการไฟฟ้าได้ เช่น บ้านหลังนี้ใช้ไฟ 1,000 หน่วย ทุก ๆ กลางวันมีไฟไหลออกไปวันละ 360 หน่วย การไฟฟ้าก็ต้อง Net Metering ไฟที่รับคืน 360 หน่วยก็หักลบไปและคิดค่าไฟปกติ
ถ้าทำแบบนี้ได้ไม่ต้องโปรโมตมาก แต่จะได้รับความนิยมแน่นอน อาจจะไม่ต้องใช้มาตรการลดหย่อนภาษีด้วย แต่หากไม่สามารถทำได้บ้านไหนไม่ใช้ไฟก็ต้องทิ้งไฟฟ้าไป ทำให้ประชาชนไม่อยากติดโซลาร์เมื่อไม่ได้ใช้ไฟตอนกลางวันก็เหมือนไม่ได้ประโยชน์
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดมาตรการกระตุ้นติดตั้งโซลาร์รูฟผ่านการลดหย่อนภาษี ถ้าดีมานด์เพิ่มขึ้น เชื่อว่าราคาโซลาร์ยังคงอยู่ในเรตเดิมราว 100,000 บาท และเป็นเรื่องของซัพพลายเชนในตลาดอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มมากขึ้นคือตัวเลขการลงทุนในระบบอุตสาหกรรมโซลาร์
และตอนนี้มีหลาย ๆ หน่วยงานออกมาตรฐานการติดตั้งควบคุมอยู่แล้ว แต่รัฐต้องทำให้มีระบบมากขึ้น ให้ผู้ติดตั้งมีไลเซนส์สำหรับการดำเนินการติดตั้ง หลังจากนั้นการไฟฟ้าก็จะเข้ามาตรวจสอบระบบ แสดงว่าเรื่องดังกล่าวถูกดูแลกำกับโดยภาครัฐ และประเด็นการขออนุญาตการติดตั้งถูกปลดล็อกได้ง่ายขึ้นแลัว
วิธีที่ง่ายที่สุดในการนำมายื่นภาษีคือประชาชนผู้ติดตั้งนำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) พร้อมแนบบิลการไฟฟ้ายื่นเข้าสู่ระบบลดหย่อนภาษี ถ้าเป็นรูปแบบนี้ก็ถือว่าง่ายสำหรับประชาชน
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (24 มิ.ย. 68) มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในบ้านที่อยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่พักอาศัย โดยสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดาได้ในวงเงินที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท
โดยมีเงื่อนไขจะต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 หรือว่าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือว่าคณะบุคคลที่ไม่ใช้นิติบุคคล นอกจากนี้ ชื่อผู้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจะต้องตรงกับชื่อเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านที่อยู่อาศัย รวมทั้งเป็นสิทธิการลดหย่อนภาษี 1 บุคคล 1 มิเตอร์ 1 ระบบ
นอกจากนี้ ระบบโซลาร์รูฟท็อปที่ติดตั้งจะต้องเป็นระบบออนกริด (On-Grid System) และมีกำลังการผลิตติดตั้ง ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์สูงสุดต่อหลัง ต้องเป็นระบบที่มีการจัดซื้อจัดตั้งและยื่นของอนุญาตเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย และมีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ และเอกสารอื่น ๆ เช่น เอกสารขออนุญาตเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า ส่วนระยะเวลาจะถัดจากวันที่ราชกิจจานุเบกษา ประกาศให้มีผลบังคับใช้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570
โดยนี้ คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวม 20,250 ล้านบาท ช่วยลดใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี ลดการนำเข้า Spot LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า 2,100 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.64 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี
