Skip to content

หอการค้าฯ ชง 4 ข้อเสนอ นำไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

01 ส.ค. 2568 | 17:29น.
หอการค้าฯ ชง 4 ข้อเสนอ นำไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

พาณิชย์-หอการค้าไทย ร่วมหารือถึงแนวทางความร่วมมือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้า ด้านหอการค้า ชง 4 ข้อเสนอฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก เร่งเปิดตลาดใหม่ ลดต้นทุน โลจิสติกส์ ขยาย FTA เสริมความมั่นคงการค้าชายแดน ยกระดับบริการรัฐ-เอกชน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตนได้นำผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์หารือหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการ ถึงแนวทางความร่วมมือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้า การลงทุนของประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องภาษีการค้ากับสหรัฐ ซึ่งจำเป็นต้องหารือรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อหาทางออกที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีปัญหาภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรของไทย กระทรวงพาณิชย์จึงต้องดำเนินการในมิติที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อให้ผลผลิตของเกษตรกรสามารถเข้าสู่ตลาดได้อย่างมั่นคง

ขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์จากทั้งสหรัฐ และจีน รวมถึงกติกาการค้าโลกที่มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของไทย กระทรวงพาณิชย์จึงจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการหาตลาดใหม่และการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการไทย

สำหรับประเด็นเรื่องการยกเว้นภาษีสินค้าการเกษตรจากสหรัฐ กระทรวงพาณิชย์จะทำงานร่วมกับหอการค้าในการสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกร เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนที่เพียงพอ นอกจากนี้ กระทรวงยังมุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิตในภาคเกษตร เช่น
ตั้งเป้าลดราคาปุ๋ย พร้อมทั้งส่งเสริมโครงการสินค้าธงเขียวสำหรับสินค้าเกษตร และพัฒนาแอปพลิเคชั่นธงฟ้า เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป

“วันนี้ไม่มีเวลาให้รอช้า การทำงานต้องเร่งรัดและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง กระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานเคียงข้างภาคเอกชน โดยเฉพาะหอการค้าไทยซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในการสะท้อนปัญหาและให้ข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง การหารือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรับฟังข้อเสนอและนำไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง” นายจตุพรกล่าวทิ้งท้าย

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างหอการค้าฯ กับกระทรวงพาณิชย์ ที่ผ่านมาว่า ทั้งสองฝ่ายได้ทำงานใกล้ชิดกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาการส่งออก การจัดงานแสดงสินค้า ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารร่วมกับข้าราชการระดับสูง ผ่านเวที “กรอ.พาณิชย์” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพูดคุยและกำหนดทิศทางร่วมกัน สำหรับนโยบาย 10 ข้อของกระทรวงพาณิชย์นั้น หอการค้าฯมีความเชื่อมั่น และเห็นว่าหลายข้อสอดคล้องกับภารกิจหลักของหอการค้าฯ ซึ่งพร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม วันนี้ภูมิทัศน์การค้าโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ละประเทศต่างแข่งขันกันด้วยการออกกติกาใหม่ ๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐ หรือสหภาพยุโรป โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐ ซึ่งสร้างความผันผวนให้กับระบบห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) อย่างมาก ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ส่งออกไทย ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มต้นทุนให้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ

แต่ยังมีปัญหาซับซ้อนในเรื่อง Transshipment และมาตรการ Local Content ที่สหรัฐ ให้ความสำคัญอย่างเข้มงวด หอการค้าฯเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งสร้างความชัดเจนในประเด็นนี้ รวมถึงเรื่อง RVC (Regional Value Content) ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปฏิบัติตามกติกาและแข่งขันได้อย่างมั่นใจ

ดังนั้น หอการค้าฯมองว่าจำเป็นที่จะต้องจัดตั้ง “คณะทำงานพิเศษ” ของภาครัฐที่บูรณาการการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการต่างประเทศ กรมศุลกากร และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมองภาพรวมและแก้ไขปัญหาการค้าที่ซับซ้อนทั่วโลกอย่างเป็นระบบ โดยเรื่องนี้ได้ถูกเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว และอยากขอให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

สำหรับการหารือในครั้งนี้ หอการค้าไทยได้หยิบยกข้อเสนอแนะที่ได้รวบรวมจากภาคธุรกิจใน 4 ข้อเสนอสำคัญ เพื่อร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่

1.การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การเตรียมพร้อมรับมือกับมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา การจัดการกับสินค้าสวมสิทธิเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การเร่งรัดการออกใบรับรองสินค้าตามมาตรฐาน BIS ของอินเดีย การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ประกอบการผู้ผลิตถุงมือยางไทย การกำกับตรวจสอบการนำเข้าของผลิตภัณฑ์ ที่เข้ามาในลักษณะการทุ่มตลาด และกำหนดมาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

2.การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ส่งเสริมโครงการนำร่อง เช่น Transshipment Sandbox ณ ท่าเรือแหลมฉบัง และการเชื่อมโยงระบบข้อมูลของภาครัฐอย่างไร้รอยต่อ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ การเชื่อมโยงข้อมูล DBD กับ Platform ของพันธมิตร สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจแฟกตอริ่ง เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนได้เร็ว การตรวจสอบดำเนินคดีนิติบุคคลที่ใช้ Nominee ในการจัดตั้ง รวมถึงมาตรการกระตุ้นภาคค้าปลีก และท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของไทย

3.การขยายความร่วมมือ FTA และส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ เร่งรัดการเจรจา FTA
ไทย-อียู และขยายสู่ตลาดใหม่ในเอเชียใต้ แอฟริกา และละตินอเมริกา ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้แก่ผู้ประกอบการในการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA อย่างมีประสิทธิภาพ การแก้ไขปัญหาการละเมิดข้อตกลงการค้าไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) และไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) การแก้ไขปัญหาการออกเอกสารการส่งออกผักผลไม้ที่แออัด ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

4.การค้าชายแดนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในพื้นที่แนวชายแดน ผลักดันมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา
ทั้งการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการ สินเชื่ออัตราพิเศษ (Soft Loan) การประกันความเสี่ยงการส่งออก

นอกจากนี้ หอการค้าไทยและกระทรวงพาณิชย์ยังได้หารือถึงการเดินหน้าร่วมกันในกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญหลายเวทีในช่วงครึ่งหลังของปี ไม่ว่าจะเป็น งานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน, ความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์การขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) โดยให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบศูนย์ AFC ประจำจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและผลผลิตล้นตลาด,

กิจกรรม Big Match จับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับเครือข่ายโมเดิร์นเทรด, ตลอดจนการจัดงานแสดงสินค้าภายในประเทศอย่าง THAIFEX-ANUGA ASIA และ THAIFEX-HOREC ASIA ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นประจำ เหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ขยายเครือข่ายการค้า และตอกย้ำความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยให้ฝ่าวิกฤตในครั้งนี้ต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หอการค้า เศรษฐกิจโลก