‘วรวงศ์’ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เรียกร้อง ธปท. ผ่อนคลายนโยบายการเงิน ช่วยผู้ส่งออกที่จะเริ่มบังคับใช้ 7 ส.ค.นี้
นายวรวงศ์ รามางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์ภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา หรือ U.S. Reciprocal Tariffs ที่มีต่อไทย ซึ่งทำเนียบขาวประกาศอัตราภาษี 19% เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ต่อไป จึงถือว่าทีมไทยแลนด์สามารถดำเนินการได้ประสบความสำเร็จ ทำให้อัตราภาษีของไทยลดลงจาก 36% เป็น 19% ซึ่งถือว่าดีเกินคาด
แต่อย่างไรก็ตาม ชาวไทยได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีศุลกากรครั้งนี้เป็นจำนวนมาก และเป็นวงกว้างครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากตลาดสหรัฐมีสัดส่วนถึง 18% ของการส่งออกทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านบาท
ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในระยะใกล้คือ อุปสงค์ (Demand) ภายในสหรัฐอเมริกาปรับตัวลดลง ขณะที่ราคาสินค้าปรับสูงขึ้น เนื่องจากมีภาษีศุลกากรช่วยกั้นสินค้านำเข้าไว้ ซึ่งตรงตามจุดประสงค์การขึ้นอัตราภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อช่วยผู้ประกอบการและเกษตรกรภายในประเทศให้มีพื้นที่เพียงพอสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ มีการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น เป็นการเอาใจฐานเสียงของตนเอง แต่ฟากประเทศผู้ส่งออกราคาสินค้าส่งออกจะปรับตัวลดลง
จากงานศึกษาวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่าผู้ส่งออกจะรับเอาภาษีไว้มากกว่าผู้บริโภค ดังนั้นเท่ากับว่าประเทศผู้ส่งออกสินค้าเป็นผู้แบกรับต้นทุนภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นมากกว่าประเทศปลายทาง ต้นทุนเหล่านี้จะถูกส่งต่อมายังผู้ผลิต ทำให้ราคาผู้ผลิตตกต่ำลงอย่างหนัก
รัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) งบประมาณสนับสนุน SMEs และเกษตรกร รวมถึงการช่วยผู้ประกอบการขยายตลาดใหม่ เป็นต้น ซึ่งสามารถเยียวยาผลกระทบได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้ตามทฤษฎี เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่สามารถช่วยเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ที่เหมาะสม คือ การแทรกแซงค่าเงิน (Exchange Rate Intervention)
โดยนำเงินบาทซื้อดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้ค่าเงินอ่อนค่าลง จุดประสงค์คือการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ป้องกันความผันผวนระยะสั้น พยุง GDP ให้สามารถเติบโตได้ตามเดิม ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อเอื้อการส่งออกโดยตรง จึงไม่ผิดกติการะหว่างประเทศ นอกจากนั้นการลดค่าเงินยังช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจอื่น ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ปัญหาค่าแรงต่ำ หนี้ภาคครัวเรือนสูง
พรุ่งนี้ (7 สิงหาคม 2568) ภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา อัตราใหม่ 19% จะมีผลบังคับใช้เป็นวันแรก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณจากผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าจะมีมาตรการใดช่วยผู้ส่งออกเลย
วันนี้ผมจึงขอทวงคำสัญญา “พร้อมขับเคลื่อน ธปท. เชิงรุก เปิดใจชูจุดยืนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย” โปรดอย่าลอยตัวเหนือปัญหา เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะผู้กำหนดนโยบายการเงิน มีหน้าที่สำคัญในการลดผลกระทบผู้ประกอบการและลดทอนความเสียหายต่อประชาชน ธปท. จึงควรพิจารณามาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
“ในสถานการณ์ที่ภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ การไม่ขยับนโยบายการเงินเลยอาจสะท้อนความเฉื่อยชาทางนโยบายมากกว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลาง”