Skip to content

บิ๊กคอร์ปพลิกเกมเพิ่มโอกาส CPF ตั้งทีมลุยนำเข้าสินค้าสหรัฐ 0%

09 ส.ค. 2568 | 07:31น.
บิ๊กคอร์ปพลิกเกมเพิ่มโอกาส CPF ตั้งทีมลุยนำเข้าสินค้าสหรัฐ 0%

ยักษ์ธุรกิจปรับโมเดลรับภาษีทรัมป์ 19% “ซีพีเอฟ-ทียู-บ้านปู” เดินหน้าพลิกเกมสร้างโอกาสใหม่ “ประสิทธิ์-CPF” ประกาศตั้งทีมนำเข้าสินค้าสหรัฐ ใช้ประโยชน์ภาษี 0% สร้างโอกาสใหม่ตลาดเมืองไทย เล็งนำเข้าผลไม้เมืองหนาว พร้อมทบทวนนโยบายธุรกิจทั่วโลก ปรับกลยุทธ์ลงทุนใหม่ ลุยโรงงานอาหารสำเร็จรูปในอเมริกา ขึ้นไลน์ผลิตเกี๊ยวกุ้ง ผลิตและขายภายในสหรัฐแทนการนำเข้า TU ชูจุดแข็งเครือข่ายฐานผลิต 14 ประเทศลดผลกระทบภาษีทรัมป์ ห่วงเอฟเฟ็กต์ราคาสินค้าสหรัฐพุ่งกระทบกำลังซื้อวูบ BPP-EGCO เกาะกระแสเพิ่มลงทุนพลังงานในสหรัฐ

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวในงานเสวนา “Trump’s Tariffs : ไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ว่า หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยอัตรา 19% จากเดิม 36% ดูว่าเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังคงอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน

ดังนั้น บริษัทจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ เพื่อให้ดำเนินธุรกิจด้วยความคล่องตัว มีการกระจายพอร์ตโฟลิโอและรายได้ให้หลากหลาย ทั้งการนำเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีเอไอ (AI) เข้ามาใช้เสริมประสิทธิภาพองค์กร โดยเฉพาะในภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และวิเคราะห์ข้อมูลในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์และการเลี้ยงสัตว์

CPF บุกตั้ง รง.เกี๊ยวกุ้งในสหรัฐ

ประธานคณะผู้บริหาร CPF กล่าวว่า บริษัทมีแผนลงทุนในกลุ่มธุรกิจอาหารเพิ่มเติมในสหรัฐ จากที่ได้ลงทุนโรงงานอาหารพร้อมทานไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาแผนการลงทุนอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมถึงการปรับสายการผลิตสำหรับสินค้าบางประเภทที่เคยส่งออกจากไทยไปสหรัฐ เช่น เกี๊ยวกุ้ง อาจต้องย้ายฐานการผลิตไปทำในสหรัฐแทน ทำให้ต้องมีการลงทุนในสายการผลิตใหม่

ส่วนการลงทุนฟาร์มปศุสัตว์นั้น บริษัทเคยลงทุนที่สหรัฐเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ปัจจุบันได้ขายกิจการไปแล้ว ทั้งฟาร์มหมูและไก่ เนื่องจากคุณภาพของฟาร์มไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องการ และผลตอบแทนจากการดำเนินธุรกิจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นไปที่การผลิตอาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีกว่า

ตั้งทีมนำเข้าสินค้าสหรัฐ 0%

นายประสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ บริษัทจะมีการทบทวนกลยุทธ์การซื้อขายทั่วโลก (Global Trading) ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ประกอบกับดำเนินธุรกิจแบบผลิตและขายภายในประเทศนั้น ๆ (Local for Local ) ให้มากขึ้น เช่น ผลิตและขายภายในสหรัฐ ยกเว้นประเทศไทยและเวียดนามที่ยังคงเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและนวัตกรรมเพื่อการส่งออก ซึ่งบริษัทมีแผนจะลงทุนเพิ่มในสายการผลิตข้าวกล่องและพิซซ่าในประเทศไทยอีกด้วย

“การเข้าไปลงทุนในสหรัฐแล้วส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ในอัตราภาษี 0% ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก พร้อมกันนี้ CPF จะมีการตั้งทีมนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เพื่อศึกษาโอกาสเข้ามาทำตลาดในเครือข่ายของบริษัท ซึ่งเป็นโอกาสเมื่อไทยมีข้อตกลงเปิดนำเข้าจากสหรัฐภาษี 0% ซึ่งมีเป็นหมื่นรายการ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรหลายตัว เช่น ผลไม้ฤดูหนาว” นายประสิทธิ์กล่าว

หวั่นหมูเถื่อนระบาดรอบใหม่

อย่างไรก็ดี CPF ยังกังวลต่อทิศทางการเจรจาเปิดตลาดนำเข้าหมูจากสหรัฐ โดยเฉพาะการใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งอาจกลายเป็นความท้าทายใหญ่ต่อระบบมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของประเทศ แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดข้อกำหนดที่ชัดเจน แต่คาดว่าจะมีการเปิดตลาดนำเข้าหมูสหรัฐไม่เกิน 1% ของการบริโภคภายในประเทศ หรือประมาณ 10,000 ตัน

ขณะที่ประเทศไทยยังยึดมาตรฐาน “ต้องไม่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้าง” ซึ่งไม่ได้ใช้สารชนิดนี้มานานกว่า 30 ปี แต่สหรัฐไม่ได้มีมาตรการห้ามสารดังกล่าว ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมกังวลว่าหากมีการอนุญาตนำเข้าจากสหรัฐจะกระตุ้นการใช้สารเร่งเนื้อแดงภายในประเทศมากขึ้น และยากต่อการควบคุมอีกด้วย ขณะเดียวกันยังเสี่ยงต่อการลักลอบการนำเข้าเนื้อหมูเถื่อนที่อาจเข้ามาระบาดในประเทศไทยอีกครั้ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นช่วงที่ผ่านมา

สำหรับอุตสาหกรรมหมูของไทยมีมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท สัดส่วนตลาดเนื้อหมูในประเทศ แบ่งเป็นจากผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 65% และรายย่อยประมาณ 35% ซึ่งปัจจุบัน CPF เลี้ยงหมูราว 6 ล้านตัวต่อปี โดยมาจากฟาร์มของบริษัทเอง 5% และอีก 95% เป็นฟาร์มของเกษตรกรคู่สัญญา ดังนั้นการนำหมูจากสหรัฐเข้ามาจะส่งผลกระทบกับตลาดในประเทศเยอะ และเกรงว่าจะไม่สามารถควบคุมสารเร่งเนื้อแดงได้ซึ่งก็จะผลต่อความปลอดภัยและคุณภาพด้านอาหารในประเทศด้วย

กดต้นทุนอาหารสัตว์ “ถูกลง”

นายประสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมถึงการนำเข้ากากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐว่า ถือเป็นประโยชน์ของประเทศ เนื่องจากข้าวโพดที่ไทยใช้มาจาก 2 แหล่งหลัก ๆ คือ แหล่งในประเทศ ซึ่งผลิตได้ 4-5 ล้านตันต่อปี โดยมีข้อกำหนดว่าจะต้องช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตภายในประเทศมีจำนวนมากจะต้องซื้อจากในประเทศเท่านั้น แต่ปัจจุบันอนุญาตให้นำเข้าข้าวสาลีได้แล้ว ภายใต้มาตรการ 3:1 คือผู้ประกอบการโรงงานอาหารสัตว์จะต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน จึงจะสามารถนำเข้าข้าวสาลีได้ 1 ส่วน

ขณะที่ช่วงนอกฤดูกาลผลผลิตข้าวโพดในประเทศ บริษัทจะสามารถนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐได้มากขึ้น แทนการนำเข้าจากบราซิล ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ลดลงอย่างชัดเจน แม้ส่วนต่างราคาข้าวโพดอาจอยู่ที่ประมาณ 1-2 บาทต่อกิโลกรัมเมื่อรวมค่าขนส่ง แต่เมื่อพิจารณาปริมาณการนำเข้าข้าวโพดที่คาดว่าสูงถึง 3 ล้านตัน และมูลค่ารวมของกากถั่วเหลือง 48,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจอย่างมาก

CPF เดินแผนซื้อถั่วเหลืองสหรัฐ

นอกจากนี้ ข้าวโพดและกากถั่วเหลืองจากสหรัฐไม่มีการเผาป่า ซึ่งแตกต่างจากแหล่งนำเข้าเดิม เช่น เมียนมา และบราซิล ที่จะมีผลอย่างมากต่อมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ดังนั้นจะช่วยให้ไทยได้แต้มคาร์บอนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมหาศาลอีกด้วย

“ที่ผ่านมาสหรัฐส่งออกกากถั่วเหลืองไปจีน ปีละ 22 ล้านตัน เมื่อมีเรื่องภาษี สงครามการค้า จีนจึงยกเลิกการนำเข้าจากสหรัฐทั้งหมด และไปซื้อจากบราซิลแทน ดังนั้นถ้าไทยเข้าไปซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐ ทางสหรัฐจะพอใจมาก เราถือเป็นเชิงบวกในด้านนี้ ในกลุ่มผู้ประกอบการก็พยายามหารือกันว่า ซื้อให้เยอะได้มากที่สุด’ นายประเสริฐกล่าว

TU ชูจุดแข็งฐานผลิตทั่วโลก

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เปิดเผยว่า กรณีที่รัฐบาลสหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 19% สำหรับสินค้าที่จัดส่งหลังวันที่ 7 ส.ค. บริษัทได้เตรียมมาตรการรับมือภาษีดังกล่าว โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการผลิตที่กระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมฐานการผลิตใน 14 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่การผลิต และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการทางภาษี

ทั้งนี้ โรงงานของ TU มีทั้งในประเทศไทย กานา และเซเชลส์ ซึ่งได้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐ 19%, 15% และ 10% ตามลำดับ ทำให้มีฐานผลิตที่ความสามารถในการแข่งขันที่ทัดเทียมหรือเหนือกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่อื่น ๆ เช่น อินโดนีเซีย (19%) และเวียดนาม (20%)

อัตราภาษีที่ไทยถูกเรียกเก็บจากสหรัฐ อัตรา 19% ยืนยันว่าความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยยังคงเหมือนเดิม เพราะไม่ได้สูงกว่าประเทศคู่แข่งทางการค้าอื่น ๆ และดีกว่าในบางประเทศ โดยเฉพาะในธุรกิจของกุ้งแช่แข็ง หากดูรายละเอียดจะเห็นว่าบางประเทศ อาทิ อินเดีย เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย มีเรื่องของ Antidumping หรือ “มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด” เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ภาษีโดยรวมของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด

กังวลกำลังซื้อสหรัฐร่วง

นายธีรพงศ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามผลกระทบกำลังซื้อในสหรัฐ ผลจากมาตรการภาษีนำเข้าทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐสูงขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป

ขณะที่แผนงานของ TU ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจ โดยบริษัทยังคงมองหาพื้นที่ในการขยายธุรกิจภายหลังจากมาตรการภาษีของสหรัฐมีความชัดเจนมากขึ้น เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่แข็งค่ามาก ทำให้อาจเห็นว่าการเติบโตไม่ได้เพิ่มขึ้น

BPP ลุยลงทุนในสหรัฐ

ด้านนายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผยว่า การลงทุนของบริษัทส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การลงทุนพลังงานในต่างประเทศ โดยแผน 5 ปี (ปี 2025-2030) ตั้งเป้าขยายลงทุนวงเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือกโครงการในหลายประเทศ ซึ่งจะเน้นที่สหรัฐอเมริกาเป็นพิเศษ เนื่องจากตลาดอุตสาหกรรมพลังงานที่สหรัฐมีความคึกคักมาก เพราะมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์การใช้พลังงานสูง ไม่ว่าจะเป็น AI หรือดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นต้น

“บริษัทได้รับผลกระทบน้อยจากกรณีภาษีทรัมป์ อีกทั้งบริษัทมีการลงทุนด้านพลังงานอยู่แล้วในสหรัฐอเมริกา โดยได้เข้าไปซื้อโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในรัฐเทกซัส และมีแผนจะขยายการลงทุนเพิ่มอีก เพราะดีมานด์ในสหรัฐดีมาก อีกทั้งสหรัฐมีแหล่งก๊าซราคาถูกจำนวนมาก ทำให้การลงทุนค่อนข้างคุ้มค่า” นายอิศรากล่าว

บริษัทไทยลงทุนสหรัฐ

รายงานข่าวแจ้งว่า ช่วงที่ผ่านมาบริษัทไทยหลายแห่งได้ขยายการลงทุนในสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและกระจายความเสี่ยง โดยบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ได้เพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงไฟฟ้าลินเดน โคเจเนอเรชั่นในรัฐนิวเจอร์ซีย์ และโครงการพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในหลายรัฐ รวมทั้งการถือหุ้นในบริษัทพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่าง Apex Clean Energy Holdings และบริษัทยังสนใจจะเข้าร่วมลงทุนในการก่อสร้างท่อส่งก๊าซจากแหล่ง Alaska และการพัฒนาโรงแปรสภาพก๊าซแอลเอ็นจีอีกด้วย

ด้านบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีการลงนามข้อตกลง (MOU) ร่วมศึกษาการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะยาวกับบริษัท 8 Star Alaska, LLC ของสหรัฐ เบื้องต้น 2 ล้านตันต่อปี สัญญาระยะยาว 15-20 ปี