ปตท. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
PTT ไตรมาส 2/68 มีกำไรสุทธิจำนวน 21,533 ล้านบาท หลังธุรกิจโรงกลั่นขาดทุนสต๊อกน้ำมัน-ผลการดำเนินงานธุรกิจปิโตรฯลดลง ฉุดครึ่งปีกำไรเหลือ 44,848 ล้านบาท เดินหน้าทบทวนกลยุทธ์ธุรกิจ Nonhydrocarbon ตั้ง War Room รับมือการค้าโลก
นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า สำหรับไตรมาส 2 ปี 2568 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 676,754 ล้านบาท ลดลงจำนวน 23,469 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.4 จากไตรมาส 1 ปี 2568 ที่จำนวน 700,223 ล้านบาท
โดยหลักจากรายได้ของกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก และกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่ลดลงตามราคาขายผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ปรับตัวลคลงตามราคาน้ำมันอ้างอิง ประกอบกับกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีรายได้ลดลง โดยหลักจากธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซ ตามราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลงตามราคา Pool Gas
ขณะที่ธุรกิจโรงแยกก๊าซมีรายได้เพิ่มขึ้น จากปริมาณขายผลิตภัณฑ์รวมของธุรกิจโรงแยกก๊าซที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากผลิตภัณฑ์ Propane ที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) มีความต้องการเพิ่มขึ้น
ในไตรมาส 2 ปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) จำนวน 78,793 ล้านบาท ลดลง 14,734 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.8 จากในไตรมาส 1 ปี 2568 ที่จำนวน 93,527 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น
โดยธุรกิจการกลั่นลดลงเนื่องจากไตรมาสนี้มีผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันสุทธิกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือโดยในไตรมาส 2 ปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีผลขาดทุนประมาณ 7,200 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 1 มีกำไรประมาณ 1,500 ล้านบาท
แม้ว่ากำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Make GRM) และปริมาณขายเพิ่มขึ้นประกอบกับธุรกิจปีโตรเคมีมีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากกลุ่มโอเลฟินส์ จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นแม้ว่าปริมาณขายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่ผลการดำเนินงานปรับลดลงจากการรับรู้ขาดทุนจากการ Market to Market ของสินค้าระหว่างการขนส่ง และส่วนต่างของราคาซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง อีกทั้งกลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีกมีผลการดำเนินงานลดลงเช่นกัน
โดยหลักจากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรของน้ำมันอากาศยาน และน้ำมันเบนซินปรับลดลง กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซที่มีกำไรขั้นต้นต้นลดลงจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลงตามราคาอ้างอิง แม้ว่าปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้นตามกล่าวข้างต้น ขณะที่ธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น จากต้นทุนก๊าซที่ปรับลดลงตามราคา Pool Gas
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 21,533 ล้านบาท ลดลง 1,782 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.6 จากไตรมาส 1 ที่จำนวน 23,315 ล้านบาท โดยหลักจาก EBITDA ที่ลดลงตามกล่าวข้างต้น
แม้ว่าในไตรมาส 2 ปี 2568 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ (Nonrecurring Items) สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นกำไรประมาณ 4,200 ล้านบาท โดยหลักจาก บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) ที่มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมจากการซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของการเข้าซื้อหุ้นและควบรวมโรงกลั่นน้ำมันของกลุ่มเชลล์ในสิงคโปร์ ขณะที่ไตรมาส 1 รับรู้เป็นขาดทุนประมาณ 200 ล้านบาท โดยหลักจากส่วนแบ่งผลขาดทุนจากการด้อยค่าสุทธิกับการกลับรายการด้อยค่าเงินลงทุนของบริษัท อูเบะเคมิคอลส์ (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) (UCHA) ของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC)
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2568 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 1,376,977 ล้านบาท ลดลงจำนวน 227,245 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.2 จากในช่วงไตรมาส 1 ปี 2567 ที่จำนวน 1,604,222 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีรายได้จากการขายลดลงเช่นกัน โดยหลักจากธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซ ที่มีปริมาณขายลดลงจาก New Shipers มีการนำเข้า LNG เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงตามราคา Pool Gas อีกทั้งราคาขายเฉลี่ยให้กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมลดลงตามราคาอ้างอิง รวมทั้งธุรกิจโรงแยกก๊าซมีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ลดลง เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยลดลงตามราคาปิโตรเคมีส่วนใหญ่ที่ใช้อ้างอิง
ส่งผลให้ครึ่งปีแรกของปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 44,848 ล้านบาท ลดลง 19,589 ล้านบาท หรือร้อยละ 30.4 จากครึ่งปีแรกของปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 64,437 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี กลุ่ม ปตท. มีการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากการทํา Natural Hedge ซึ่งช่วยจํากัดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทต่อการดําเนินงานในภาพรวม โดยจะมีการรับรู้กําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐ พร้อมกันนี้ กลุ่ม ปตท. ยังมีการบริหารจัดการตามทิศทางและแผนกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการปรับพอร์ตการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจที่มีอยู่เดิม
พร้อมทั้งทบทวนกลยุทธ์ในธุรกิจ Nonhydrocarbon เพื่อสร้างความแข็งแรงจากภายในและเสริมศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว รวมทั้งได้มีการจัดตั้ง War Room พร้อมรับมือสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และตั้งเป้าหมาย EBITDA Upline ผ่านการดำเนินงานในโครงการต่าง ๆ อาทิ
– Domestic Production Management (D1) และ P1 เพื่อยกระดับ Synergy ภายในกลุ่ม ปตท. และเตรียมความพร้อมขยายตลาดน้ำมันทั้งในประเทศและต่างประเทศ
– Operational Excellence (MissionX) 02 Digital Transformation (Axis) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการดำเนินงาน
– Asset Monetization (A1) มุ่งเน้นการบริหารสินทรัพย์ภายในกลุ่ม เพื่อผลการดำเนินงานที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว
– Financial Excellence (F1) สร้างความมั่นคงทางการเงินและวินัยทางการเงิน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีให้แก่นักลงทุน
