Skip to content

ปตท.ปั๊มเงินสดแสนล้านใน 2 ปี เร่งจัดทัพรับทรัมป์-ปิดดีลหาพันธมิตร

24 ส.ค. 2568 | 11:01น.
ปตท.ปั๊มเงินสดแสนล้านใน 2 ปี เร่งจัดทัพรับทรัมป์-ปิดดีลหาพันธมิตร

ปตท.มั่นใจธุรกิจยังแกร่ง กางแผนพร้อมสู้ต่อครึ่งปีหลัง จัดทัพสู้สภาวะเศรษฐกิจถดถอย หวังปั๊มกระแสเงินสดทะลุ 1 แสนล้านบาท คาดสิ้นปีนี้มีในมือ 38,000 ล้านบาท พร้อมวางแผนรับมือภาษีทรัมป์ ทั้งนำเข้า LNG ปีหน้า 1 ล้านตัน จ่อทำสัญญาเพิ่มอีก 1 ล้านตัน อีก 5 ปีข้างหน้า เผยความคืบหน้าหาพาร์ตเนอร์ปิโตร-โรงกลั่น คาดปิดดีลชัดเจนปีนี้

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เปิดเผยว่า แม้การดำเนินธุรกิจยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้า (Reciprocal Tariffs) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดย ปตท.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

พร้อมวางแผนรับมือเชิงรุก ทั้งการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐ 1 ล้านตันในปี 2569 มูลค่าราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และในอีก 5 ปีข้างหน้า ปตท.วางแผนทำสัญญาซื้อ LNG เพิ่มอีกประมาณ 1 ล้านตัน มูลค่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นโครงการที่รัฐบาลไทยสามารถนำไปต่อรองได้ รวมทั้งมีความสนใจที่จะนำเข้า LNG ระยะยาวกับบริษัท 8 Star Alaska, LLC ประเทศสหรัฐ โดยทำการลงนามร่วมศึกษาและจัดหา ซึ่งเป็นแผนระยะยาวที่จะเกิดขึ้นในอีก 3-4 ปี

“แหล่ง LNG Alaska เป็นแหล่งที่มีความน่าสนใจ และมีศักยภาพ เนื่องจากมีระยะทางใกล้ สะดวกในการนำเข้า แต่ก็ต้องเจรจากันอีก ซึ่งเรื่องการขึ้นภาษีสหรัฐนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหลาย ๆ ปัจจัยที่เป็นความเสี่ยง เราต้องมีแผนที่จะรองรับเตรียมไว้” นายคงกระพันกล่าว

อย่างไรก็ดี ทิศทางในช่วงครึ่งหลังคาดว่า ราคาน้ำมันดิบไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก ขณะที่อัตรากำไร (Margin) ของโรงกลั่นและปิโตรเคมียังทรงตัว แต่เชื่อมั่นว่ากลุ่ม ปตท. เชื่อว่าจะสามารถดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามกลยุทธ์เพิ่มกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ได้ตามเป้าหมาย

โดยตั้งเป้าสร้างกระแสเงินสดให้ได้ 38,000 ล้านบาทในปี 2568 และ 77,000 ล้านบาทในปี 2569 รวมเป็นกว่า 115,000 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นการบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือ Asset Monetization (A1) ของกลุ่ม ปตท. เพื่อเพิ่มผลการดำเนินงานและมีความมั่นคงในระยะยาว แสวงหาโอกาสในการสร้างผลกำไร รวมถึงเพิ่มผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROIC) จากเดิมอีก 5-10% จากฐานเดิม

ขณะเดียวกัน ปตท.ได้สร้างความแข็งแรงภายในองค์กรผ่านโครงการที่จะช่วยยกระดับผลการดำเนินงาน เพิ่ม EBITDA Uplift ในระยะสั้น ผ่าน 1) โครงการ D1 และ Project One (P1) เพื่อยกระดับการทำงาน (Synergy) ภายในกลุ่ม ปตท. และเตรียมความพร้อมขยายตลาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้า EBITDA ในปี 2568 เป็น 4,325 ล้านบาท ในครึ่งปีแรกสามารถทำได้ 2,383 ล้านบาท

2) ดำเนินการเรื่องความเป็นเลิศในการดำเนินงาน (Operational Excellence) หรือ MissionX เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ (Lean Process) ควบคู่กับการบริหารการเปลี่ยนแปลง และการแลกเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยตั้งเป้า EBITDA ในปี 2568 เป็น 10,000 ล้านบาท ครึ่งปีแรกทำได้ 4,700 ล้านบาท

3) ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิทัล (Digital Transformation) หรือ Axis เป็นการผลักดันให้เกิดการพัฒนาการใช้งานที่สนับสนุนธุรกิจกลุ่ม ปตท. พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพพนักงาน โดยตั้งเป้า EBITDA ในปี 2568 เป็น 200 ล้านบาท ครึ่งปีแรกสามารถทำได้ 60 ล้านบาท

4) การสร้างมูลค่าเชิงรายได้จากทรัพย์สิน (Asset Monetization) หรือ A1 เป็นการบริหารสินทรัพย์เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดของกลุ่ม ปตท. โดยมุ่งสร้างกระแสเงินสดกว่า 1.1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าโครงการลดต้นทุน (Cost Saving) ปีนี้ประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกลดค่าใช้จ่ายได้แล้วราว 3,814 ล้านบาท 5) ความเป็นเลิศทางการเงิน (Financial Excellence) คือ F1 เสริมสร้างความแข็งแกร่งและวินัยทางการเงินเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ขณะที่แผนระยะกลาง คือ การปรับพอร์ตโฟลิโอผ่านการหาพันธมิตรร่วมทุนกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่น (R&P) ใน 3 บริษัทลูก คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ปัจจุบันอยู่ระหว่างหารือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่มีศักยภาพ (Potential Strategic Partners) คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ และจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปีหน้า

ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้าหมายมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player สร้างการเติบโต ขยาย LNG Portfolio สู่เป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และ 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 พร้อมลงนามข้อตกลงร่วมศึกษาการจัดหา LNG ระยะยาวกับบริษัท 8 Star Alaska, LLC ประเทศสหรัฐ ซึ่งหากราคาน่าสนใจ ก็คาดว่าจะมีการซื้อขายกันจริงในอีก 4 ปีข้างหน้า ด้านแผนระยะยาวนั้น จะขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนควบคู่การลดก๊าซเรือนกระจก (Sustainability) โดยดำเนินการศึกษา Eastern Thailand CCS Hub แล้วเสร็จ

โดยมีการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) โครงการเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ในแหล่งอาทิตย์ พร้อมแสวงหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ ส่วนด้านธุรกิจไฮโดรเจน มีการศึกษาโอกาสในการจัดหาแอมโมเนียคาร์บอนต่ำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในโรงไฟฟ้า พร้อมลงนามข้อตกลงความร่วมมือศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเชิงพาณิชย์ในการจัดหาไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียวที่ผลิตในประเทศอินเดียสู่ประเทศไทย ร่วมกับ Avaada Ventures Private Limited

อย่างไรก็ดี สำหรับความกังวลในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น ถือเป็นเป็นหนึ่งในความไม่แน่นอนในภูมิรัฐศาสตร์ เราก็ต้องบริหารจัดการ ซึ่งปกติแล้วบริษัทมีการปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เราให้บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เป็นผู้บริหารความเสี่ยงและตัดสินใจ ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับเรื่องภายในประเทศมากกว่า

“ข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ยอมรับว่าเป็นเรื่องความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ แต่เมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจของ ปตท. ที่ไปลงทุนในกัมพูชา ถือว่าไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็ต้องมีการบริหารจัดการ มั่นใจว่าจะมีวิธีต่าง ๆ เข้ามาดูแล ถ้าต้องเปลี่ยนแนวทางธุรกิจในอนาคตไปยังพื้นที่อื่น” นายคงกระพันกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

CEO ปตท. ptt