BPP กางแผน 5 ปี ทุ่มงบฯลงทุน 1 พันล้านเหรียญ หนุนกำลังการผลิตใหม่เป้า 1,500 เมกะวัตต์ ปี 2030 ดัน EBITDA โต 1.8 เท่า พร้อมปักธงลงทุนสหรัฐเล็งเป็นโอกาสระยะยาว หวังขยายกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซ พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจ Power Trading ด้านครึ่งปีแรกกำไรสุทธิ 1,846 ล้านบาท คาดครึ่งปีหลังโตผลงานโต รับยอดขายโรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐ Q3/68 พุ่ง
นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผยว่า สำหรับทิศทางการเติบโตของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลัง ปี 2568 คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดีกว่าช่วงเดียวกันของปี 2567 เนื่องจากในช่วงปีก่อนความร้อนอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ขณะเดียวกันในช่วงไตรมาส 3 เป็นช่วงหน้าร้อนของสหรัฐอเมริกาส่งผลให้รายได้ของโรงไฟฟ้าในสหรัฐเพิ่มขึ้น โดยบริษัทได้วางแผนระยะ 5 ปี (2025-2030) งบฯลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพื่อไปสู่เป้าหมายขยายกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ ในปี 2030 ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 3,600 เมกะวัตต์ พร้อมตั้งเป้าตั้งเป้ากำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เติบโตมากกว่า 1.8 เท่า
ขณะที่งบฯลงทุนปีนี้ได้ตั้งไว้ประมาณ 200-400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในช่วงครึ่งปีแรกได้ใช้ลงทุนในธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) ประเทศญี่ปุ่นจำนวน 20 ล้านเหรียญ และเงินลงทุนที่เหลือไว้สำหรับการขยายธุรกิจและการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ของบริษัทในช่วงที่เหลืออย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี บริษัทมองเห็นการเติบโตระยะยาวในสหรัฐ ซึ่งยังคงเป็นประเทศเป้าหมายสำหรับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่และโอกาสในการขยายกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซ โดยแผนการลงทุนและการพัฒนาจะดำเนินต่อเนื่องตามความเหมาะสมของผลตอบแทนและทำเลโครงการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามแผน 5 ปีที่วางไว้
นอกจากนี้ บริษัทยังต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้า (Power Trading) ในตลาดสหรัฐ ผ่านบริษัทลูก Banpu Power US Corporation (BPPUS) โดยเป็นบริษัทไทยรายแรกที่เข้าสู่ธุรกิจซื้อขายพลังงานไฟฟ้า (Power Trading) ในตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT สหรัฐ สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ-การผลิตไฟฟ้า, กลางน้ำ-การซื้อขายไฟฟ้า, ไปจนถึงปลายน้ำ-ธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้า (Power Retail) รวมถึงใช้ความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและข้อมูล
ในการสร้างรายได้จากธุรกิจซื้อขายสิทธิรายได้จากความแออัดของระบบสายส่งไฟฟ้า หรือ Congestion Revenue Rights (CRR) รวมรายได้ตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ CRR ในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา จนถึงครึ่งปีแรก 2568 กว่า 133 ล้านบาท และเตรียมขยายสู่ตลาด Intercontinental Exchange (ICE) เพื่อทำกำไรจากตลาดซื้อขายไฟล่วงหน้าจากการคาดการณ์ราคาพลังงาน (Proprietary Trade) ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนควบคู่กับธุรกิจผลิตไฟฟ้าอันเป็นธุรกิจหลักของบริษัทที่ยังคงสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังดำเนินธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้าในสหรัฐ ผ่าน BKV Energy บริษัทย่อยภายใต้ความร่วมมือระหว่าง BPPUS และ BKV Corporation อีกด้วย
ทั้งนี้ ในช่วงที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาสงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงปัญหาภายในองค์กร บริษัทได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อวิเคราะห์ภาพรวม แก้ไขปัญหาและวางแผนรับมือในทุก ๆ ไตรมาส
สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมี EBITDA รวม 4,486 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ Temple I และ II ปรับตัวดีขึ้น และมีกำไรจากการวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงิน (Change in Fair Value of Financial Instrument) อันเป็นผลจากการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงในราคาที่ดี โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (CHPs) ในจีนที่บริหารต้นทุนถ่านหินได้มีประสิทธิภาพ และรายได้จากการขายสิทธิการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น
ธุรกิจพลังงานความร้อน (Thermal Energy) : โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งในจีน เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยใช้ชีวมวลร่วมกับเชื้อเพลิงหลักในสัดส่วนร้อยละ 10 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ราว 70,000 ตันต่อปี ส่วนโรงไฟฟ้าโจวผิงได้เริ่มก่อสร้างระบบท่อส่งไอน้ำฝั่งเหนือในเดือนกรกฎาคมและกำลังศึกษาการขยายท่อเพิ่มเติมไปยังฝั่งตะวันตกและตะวันออกเพื่อส่งมอบไอน้ำที่มีความเสถียรและคุ้มค่าให้แก่ภาคอุตสาหกรรมได้มากขึ้น ขณะที่โรงไฟฟ้า HPC ใน สปป.ลาว และ BLCP ในไทย ยังคงรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ร้อยละ 89 และ 90 ตามลำดับ
ธุรกิจ Renewables+ : โครงการอิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) แบตเตอรี่ฟาร์มในญี่ปุ่น กำลังไฟฟ้า 14.5 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดย BPP ยังเดินหน้าขยายธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) ที่ญี่ปุ่น ผ่าน Banpu NEXT ซึ่ง BPP ถือหุ้นร้อยละ 50 โดยตั้งเป้าสู่การเป็นผู้เล่นหลักในธุรกิจ BESS ของญี่ปุ่น พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการลงทุน BESS สู่ตลาดสหรัฐ ในอนาคต
