‘อรรถพล’ เร่งเครื่องคุมราคาพลังงาน ยันไม่ขึ้นค่าไฟ-ลดน้ำมัน ดึงเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์
“อรรถพล” แถลงนโยบายพลังงาน เร่งเครื่อง “Quick Big Win” ยันไม่ขึ้นค่าไฟงวดหน้า-ลดราคาน้ำมัน พร้อมเดินหน้าโซลาร์ชุมชน 1,500 MW คาดประกาศรับซื้อไฟ พ.ย.นี้ หวังลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 700,000 ล้านบาท
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง เปิดกระทรวงพลังงานแถลงนโยบายสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลผ่านแนวทาง “Quick Big Win” ทั้งด้านเศรษฐกิจ การส่งเสริมการลงทุน การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ
มั่นใจไม่ขึ้นค่าไฟ
นายอรรถพลกล่าวว่า สำหรับอัตราค่าไฟฟ้าในช่วงต้นปีหน้า ขอให้ประชาชนสบายใจได้ ยืนยันว่าจะอยู่ในกรอบการตรึงราคาอย่างแน่นอน ซึ่งกระทรวงพลังงานจะพยายามหาแนวทางเพิ่มเติม เพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชนให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ แนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลกถือเป็นสัญญาณที่ดี โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งไม่ได้อยู่ในระดับสูงมากนัก จึงเป็นปัจจัยบวกต่อการคำนวณต้นทุนค่าไฟ ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลยังอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการเสริมที่อาจช่วยลดต้นทุนในระบบผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มเติม
“สบายใจได้ ยืนยันว่าตรึงแน่นอน แต่จะพยายามหาโอกาสในการลด ต้องติดตามดู เพราะสถานการณ์โลกยังไม่แน่นอน และต้องไปดูเงื่อนไขสัญญา” นายอรรถพลกล่าว
โซลาร์ชุมชนคาดประกาศ พ.ย.นี้
สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เร่งขับเคลื่อน 1) “โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน” เป้าหมายกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนได้กว่า 30,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 1,600 ตำแหน่ง และยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.8 ล้านตันต่อปี โดยจะสามารถประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
2) “โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร” กว่า 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินผ่านการลงทุนกว่า 12,500 ล้านบาท ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ 87.5 เมกะวัตต์ และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.6 ล้านตันต่อปี
3) ส่วนเป้าหมาย “การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์” คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วม 90,000 ครัวเรือน กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนได้กว่า 20,250 ล้านบาท ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2.8 แสนตันต่อปี
4) นอกจากนั้น ยังมีการเร่งอนุมัติ “การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลักของ กฟผ.” (เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์) ซึ่งมีต้นทุนต่ำ กำลังการผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์ เกิดการลงทุนกว่า 53,000 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 0.8 ล้านตันต่อปี
เร่ง Direct PPA ภายในปีนี้
ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม ได้เร่งดำเนินการโครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดตรง หรือ Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์
ซึ่งขณะนี้เปิดรับฟังความเห็นร่างหลักเกณฑ์ตั้งแต่ 3-10 ต.ค. 68 โดยร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ และมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์จากเดิมเล็กน้อย คาดว่าจะเสนอ กบง.ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568
“ภายใน พ.ย.จะมีเกณฑ์ออกมา ก็เปิดรับได้เลย คาดกระตุ้นเศรษฐกิจ 65,000 ล้านบาท แต่รวม ๆ การลงทุนการก่อสร้างคาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจไปถึงแสนล้าน” นายอรรถพลกล่าว
นอกจากนั้น ยังมีการพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมเขตภาคตะวันออก (EEC) คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้ากว่า 800 เมกะวัตต์ รองรับธุรกิจ Data Center 16 ราย รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมผ่านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ เพื่อการอนุรักษ์ผ่านกลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน การสร้างความยั่งยืนระยะยาวรองรับ Net Zero 2050 ผ่านโครงการต่าง ๆ ข้างต้น

เร่งทำแผน PDP ใหม่
รวมทั้งการเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือแผน PDP ที่จะมีการทบทวนรายละเอียดให้การผลิตไฟฟ้าตอบโจทย์กับเป้าหมาย Net Zero 2050 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ได้ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่ ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในตุลาคมนี้
เดินหน้าโครงการ CCS
นอกจากนั้น ยังมีการเริ่มโครงการพัฒนาการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ยอมรับว่าการดักจับและกักเก็บคาร์บอนต้องใช้ระยะเวลาเป็น 10 ปี เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่นอกชายฝั่งทะเล และถือเป็นเรื่องใหม่ จึงต้องมีการปรับกฎเกณฑ์ให้รองรับและเหมาะสม โดยต้องประสานกับหลายกระทรวง
ทั้งกระทรวงการคลัง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานและประเทศญี่ปุ่นนําเรือเข้ามาสํารวจพื้นที่ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ภายในปี 2577 และระหว่างปี 2577 ถึงปี 2607 (30 ปี) จะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ 6.4 ล้านตันต่อปี
“ผมให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ๆ ซึ่งกระทรวงพลังงานก็เพิ่งได้มีการตรึงค่าก๊าซหุงต้มและลดราคาน้ำมันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในอนาคตก็จะมีเป้าหมายในการลดค่าไฟ ซึ่งต้องหารือกับหลายหน่วยงาน ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งโครงการโซลาร์รูปแบบต่าง ๆ จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ
ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ กฟผ.ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในราคาต้นทุนที่ถูกลง การส่งเสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิตในพื้นที่เศรษฐกิจ EEC รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม จากทุกโครงการที่นำเสนอข้างต้น สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดมูลค่าการลงทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 10 ล้านตันต่อปี” นายอรรถพลกล่าว