Skip to content

นิพนธ์ ชี้เกษตรกรไทยกำลังอ่อนแอ แนะ 7 ข้อต้องปรับตัว ก่อนหลุดการเป็น ‘ครัวโลก’

09 ต.ค. 2568 | 16:22น.
นิพนธ์ ชี้เกษตรกรไทยกำลังอ่อนแอ แนะ 7 ข้อต้องปรับตัว ก่อนหลุดการเป็น ‘ครัวโลก’

นิพนธ์มองโครงสร้างเกษตรกรไทยกำลังอ่อนแอ ชี้ยังถูกซ้ำเติมจากนโยบายประชานิยม แนะ 7 ข้อไทยต้องปรับตัว ก่อนสูญเสียการแข่งขัน หลุดโคจรจากการเป็น ‘ครัวโลก’

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook Out of the Trap จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอดีต สามารถเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก และโครงสร้างเศรษฐกิจได้เปลี่ยนผ่านจากเกษตรเพื่อการยังชีพ มาเป็นเกษตรพาณิชย์ และเกษตรอุตสาหกรรม นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมส่งออก และการลดลงของความยากจนสำเร็จ

แต่ปัจจุบันประเทศไทยอ่อนแอลง และสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเห็นได้ชัดจากการเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวให้เวียดนาม และมีผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำเตี้ยกว่าประเทศเพื่อนบ้านมากในทุกพืช ปัญหาสำคัญที่ทำให้ภาคเกษตรอ่อนแอ คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เคยประสบความสำเร็จมา เริ่มหยุดชะงักตั้งแต่กลางทศวรรษ 2000 การปรับโครงสร้างที่แท้จริงคือการย้ายคนออกจากกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ โดยเฉพาะในภาคเกษตร ซึ่งมีแรงงานเกือบ 30% แต่สร้าง GDP เพียง 8% ไปสู่ภาคส่วนที่มีผลิตภาพสูงกว่า

นอกจากนี้ การเติบโตของภาคเกษตรไม่ได้มีเทคโนโลยีเป็นต้นตออีกต่อไป เนื่องจากการลงทุนวิจัยในภาคเกษตรลดลงอย่างมาก ยกตัวอย่างกรณีข้าวที่มี GDP กว่า 200,000 ล้านบาท แต่กรมการข้าวลงทุนวิจัยเพียง 180 ล้านบาท ปัญหาแบบนี้ทำให้ชาวนาภาคกลางต้องนำพันธุ์ข้าวเวียดนามเข้ามาปลูกแทนในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังพบว่าปัญหาเหล่านี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยนโยบายประชานิยม ซึ่งมีการแจกเงินจำนวนมหาศาล บางปีมากกว่างบประมาณกระทรวงเกษตรฯ ทั้งกระทรวง ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องปรับตัว ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้ต่อหัวของเกษตรกรกับนอกภาคเกษตรที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก ต่างจากมาเลเซียเกือบ 5 เท่าตัว ซึ่งทำให้เกษตรกรไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หากไม่ปรับตัวอาจทำให้สถานะการเป็น “ครัวโลก” และกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าราคาถูกหรือต้องนำเข้า

ดร.นิพนธ์กล่าวต่อว่า งานวิจัยล่าสุดพบว่าดัชนีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาคการเกษตรของไทยอยู่ในอันดับที่ 87 จาก 182 ประเทศ และดัชนีผลิตภาพก็อยู่ในอันดับ 87 เช่นเดียวกัน ดังนั้น หัวใจของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต และลดความเหลื่อมล้ำ คือการย้ายแรงงานออก จากเกษตรต้นน้ำ ไปสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในกลางน้ำและปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร, การค้าปลีกที่มีการแข่งขัน, การขนส่ง, ภัตตาคาร, โรงแรม และการท่องเที่ยว ซึ่งจะสร้างงานที่มีรายได้และใช้ทักษะดีขึ้น

ดังนั้น รัฐบาลต้องมีนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่โดยการกระจายอำนาจสู่ชนบท เน้นการสร้างงานใหม่ ๆ ในต่างจังหวัดผ่านห่วงโซ่คุณค่าอาหาร-เกษตร (agri-food value chain) ควบคู่กับการฝึกอบรมแรงงาน ทั้งนี้รัฐบาลควรเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานเร่งด่วนเพื่อวางรากฐานการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ และการแก้กฎหมายสำคัญ แม้รัฐบาลจะมีอายุเพียง 4-6 เดือน เพื่อให้คนไทยมีความหวัง

อย่างไรก็ดี ได้เสนอมาตรการที่รัฐบาลต้องดำเนินการเพื่อเป็นรากฐานในการปรับตัวของภาคเกษตรไทย ดังนี้

1.การลงทุนวิจัย และเทคโนโลยี : รัฐบาลต้องตั้งเป้าหมายให้งานวิจัยพื้นฐานของรัฐในภาคเกษตรต้องถึง 2% ของ GDP ภาคเกษตร เพื่อเพิ่มผลิตภาพให้ได้มากกว่า 2-3% ต่อปี

2.ปฏิรูปการจัดสรรทุนวิจัย : ต้องมีการตั้งโจทย์วิจัยที่มาจากส่วนบน และเน้นโจทย์สำคัญของประเทศ (เช่น การแก้ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง)

3.สร้างแรงจูงใจเอกชน : ต้องสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชน (ซึ่งลงทุนวิจัยมากกว่าภาครัฐ แต่เน้นด้านการตลาด) หันมาลงทุนในงานวิจัยที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสังคม (Spillover) ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี

4.จัดการทรัพยากรน้ำ : ต้องขยายผลการจัดการน้ำชุมชนที่ประสบความสำเร็จแล้วโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

5.เปลี่ยนระบบส่งเสริมเกษตร : ต้องเปลี่ยนจากการที่รัฐเป็นผู้คิด ผู้ทำ และผู้ประเมินผลเอง ไปเป็นระบบใหม่ที่กลุ่มเกษตรกรและเอกชนร่วมกันเสนอโครงการ และรัฐเป็นผู้ประเมินผล และให้การสนับสนุนทางวิชาการ

6.เปลี่ยนระบบการอุดหนุน : ต้องเปลี่ยนจากการแจกเงินแบบให้เปล่าเป็นการอุดหนุนที่มีวัตถุประสงค์และมีการประเมินผล ยกเว้นการประกันราคาเมื่อสินค้าตกต่ำซึ่งยังมีความจำเป็น

7.การปรับโครงสร้างที่สำคัญต้องมีการแก้ไขกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างภาคเกษตรของประเทศไทย ได้แก่ กฎหมายการเช่าที่ดินเกษตร : ต้องแก้ไขให้เกิดความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของเจ้าของที่ดินและผู้เช่า เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้เจ้าของที่ดินมากเกินไป ทำให้ไม่เกิดการเช่า ซึ่งการเช่าที่ดินถือเป็นเส้นทางสู่ความร่ำรวย และกฎหมายบังคับคดี : ต้องแก้ไขปัญหาการบังคับคดีที่ดินซึ่งใช้เวลานาน และควรลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อที่ดินที่ปัจจุบันสูงถึง 7-8% เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยกู้ซื้อรถยนต์ที่ 1-2% เท่านั้น