จากยอดชาที่โอนเอนไหวไปตามสายลมบนดินแดนแห่งภูเขาไฟฟูจิ ชิซูโอกะ “ไร่ชายามามะ มัตซึดะ เอ็น” หนึ่งในไร่ชาที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นตำนานกว่า 150 ปี วันนี้ได้ถูกส่งตรงข้ามน้ำข้ามทะเลสู่ “ร้านกาแฟอินทนิล” เสิร์ฟตรงลงแก้วมัทฉะพรีเมียมให้คนไทยได้ลิ้มรสความพิถีพิถันจากแดนไกล
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้เยี่ยมชมไร่ชาในตำนาน พร้อมเรียนรู้เรื่องราวและวิถีการผลิตอันละเอียดอ่อนที่ทำให้มัทฉะจากชิซุโอกะขึ้นชื่อไปทั่วโลก

รุกตลาดมัทฉะพรีเมียม
น.ส.ณิภาภรณ์ จักรพิทักษ์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก รีเทล จำกัด ในกลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้อินทนิลได้ก้าวเข้าสู่ตลาดมัทฉะพรีเมียมอย่างเต็มตัว โดยใช้วัตถุดิบจาก ไร่ชายามามะ มัตสึดะ เอ็น 1 ใน 3 ไร่ชาเขียวที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและมีชื่อเสียงด้านคุณภาพระดับตำนาน เพื่อส่งมอบเครื่องดื่มที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคชาวไทย โดยปัจจุบันอินทนิลนำเข้ามัทฉะจากไร่ชายามามะประมาณ 5 ตัน และวางแผนสต๊อกสำหรับปีถัดไป เพื่อบริหารความเสี่ยงจากสภาพอากาศและผลผลิตในญี่ปุ่น ประกอบกับความต้องการของผู้บริโภค และราคาของชาเขียวมัทฉะที่ขึ้นลงตามท้องตลาด เพื่อให้สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ราคาจำหน่ายเครื่องดื่มมัทฉะในร้านอินทนิลอยู่ที่เพียง 70-90 บาทต่อแก้ว ต่ำกว่าตลาดมัทฉะพรีเมียมทั่วไป แต่ยังคงคุณภาพระดับเดียวกับแบรนด์ญี่ปุ่นแท้ และสอดคล้องกับแคมเปญ “Inthanin Everyday ดื่มอินทนิลทุกวัน ดีทุกเวลา”

“เราเริ่มจากการเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกตลาดกาแฟที่ใช้อราบิก้าแท้ 100% ตั้งแต่ยุคแรก ก่อนต่อยอดสู่การขยายพอร์ตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือมัทฉะที่กำลังได้รับความนิยมและถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เราต้องการให้มัทฉะของอินทนิลเป็นตัวแทนของคุณภาพที่เข้าถึงได้ เลยเลือกวัตถุดิบจากไร่ชายามามะ” น.ส.ณิภาภรณ์กล่าว
อินทนิลแตะ 1,800 สาขาปี’71
บางจากได้ตั้งเป้าเพิ่ม กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) กลุ่มธุรกิจ Nonoil ซึ่งรวมถึงร้านกาแฟอินทนิลและร้านค้าปลีก เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในปี 2571 ขยายจำนวนสาขาอินทนิลจาก 1,100 สาขาในปัจจุบัน เป็น 1,800 สาขา พร้อมตั้งเป้ายอดขายรวมเพิ่มเป็น 6,000 ล้านบาท หรือ โต 30% และเพิ่มยอดขายเฉลี่ยเป็น 200 แก้วต่อวันต่อสาขา จากปัจจุบันขายได้ 100 แก้วต่อวันต่อสาขา ซึ่งคาดว่าในปีนี้ยอดขายจะอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท มีสัดส่วนยอดขายที่ 50% ของธุรกิจ Nonoil
หัวใจหลัก Nonoil
อย่างไรก็ดี อินทนิลยังเตรียมพัฒนาเมนูเครื่องดื่มใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องตามเทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ โดยมองเห็นโอกาสการเติบโตของกลุ่ม Nonoil ที่ขยายตัวรวดเร็วตามพฤติกรรมผู้บริโภคหลังยุคโควิด ซึ่งหันมาเลือกสิ่งที่ “สะดวก เข้าถึงง่าย” มากขึ้น ซึ่งอินทนิลถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนการเติบโตดังกล่าว มุ่งมั่นตั้งใจให้มีอินทนิลอยู่ในบางจากสเตชั่นทุกแห่งให้ได้มากที่สุด
“เรามองเห็นทิศทางของปั๊มน้ำมันที่เปลี่ยนไป มีคอมมิวนิตี้เกิดขึ้นมากมาย เน้นสร้างความสะดวกสบายให้ผู้บริโภค จากเดิมที่ต้องเดินหาของเอง ก็เปลี่ยนมาชอบแวะปั๊มเพื่อซื้อของหรือพักผ่อน เราเห็นโอกาสนี้เป็นการเติบโตและอินทนิลก็ถือเป็นหัวใจสำคัญของแผน เราตั้งใจให้มีอินทนิลอยู่ในบางจากสเตชั่นทุกแห่งให้ได้มากที่สุด และทุกสาขาจะต้องมีคุณภาพ คนที่มาลงทุนกับเรา เราอยากให้ประสบความสำเร็จไปด้วย” น.ส.ณิภาภรณ์กล่าว

จากชิซูโอกะสู่เมืองไทย
ด้านนายสึโยมิ มัตสึดะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยามามะ มัตซึดะ เอ็น จำกัด เล่าให้ฟังว่า ไร่ชายามามะ เป็นโรงงานชาเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2413 หรือมัยเมจิที่ 3 ดำเนินกิจการต่อเนื่องมากว่า 150 ปี โดยมีเป้าหมายหลักคือส่งมอบชาญี่ปุ่นคุณภาพสูงให้ทุกคนทั่วโลกได้ลิ้มลอง
ไร่ชาแห่งนี้มีกระบวนการผลิตครบวงจร (One-stop Production) ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป บรรจุ ไปจนถึงการจำหน่ายด้วยตนเอง ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดถ้วยจักรพรรดิ (天皇杯 – Emperor’s Cup) ในปี 2015 รวมถึงรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น หลายครั้ง อีกทั้งยังได้รับการรับรองจาก Rainforest Alliance ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน บริษัทส่งออกชาไปกว่า 20 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศไทยถือเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด และได้จัดส่งมัทฉะเกรดพรีเมียมให้กับร้านกาแฟอินทนิลโดยเฉพาะ สำหรับการเก็บเกี่ยวใบชาในประเทศญี่ปุ่นนั้น การเก็บใบชาครั้งที่ 1 (Ichibancha หรือ Shincha) จะอยู่ในช่วงปลายเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม ส่วนการเก็บครั้งที่ 2 (Nibancha) อยู่ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน-ต้นกรกฎาคม ห่างจากครั้งแรกประมาณ 45-50 วัน

ขณะที่การเก็บครั้งที่ 3 (Sanbancha) อยู่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคม และครั้งที่ 4 (Yonbancha) จะอยู่ในช่วงปลายเดือนกันยายน-ต้นเดือนตุลาคม โดยใบชาที่นำมาผลิตมัทฉะส่วนใหญ่จะมาจากการเก็บเกี่ยวครั้งที่ 3 หรือ 4 ซึ่งเป็นช่วงปลายปี โดยปีนี้จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม เป็นต้นไป สะท้อนถึงความละเอียดละเมียดละไมในการคัดสรรใบชาที่ให้คุณภาพสูงสุด
ทั้งนี้ ผลผลิตชาในแต่ละปีขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ โดยปีนี้ญี่ปุ่นมีอุณหภูมิร้อนจัดกว่าปกติ คาดว่าผลผลิตมัทฉะเกรดพรีเมี่ยมจะอยู่ที่ประมาณ 5 ตัน จากผลผลิตชาเขียวทั้งหมดปีละราว 100 ตัน ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญในการรักษาคุณภาพของชาในระดับสูงสุด
“รู้สึกดีใจและขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่อินทนิลได้คัดเลือกชาเกรดพรีเมี่ยมจากไร่ชายามามะ เพื่อส่งมอบมัทฉะที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคชาวไทย” นายมัตสึดะกล่าว
