เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ส.อ.ท.ชง 7 ข้อลดพิษบาทแข็ง เร่งแบงก์ชาติแก้ปัญหาไม่ปล่อยสินเชื่อ

22 ต.ค. 2568 | 06:22น.
เกรียงไกร เธียรนุกุล -วิทัย รัตนากร

เกรียงไกร เธียรนุกุล -วิทัย รัตนากร

ผู้ว่าการ ธปท. “วิทัย รัตนากร” เยือน ส.อ.ท.หารือแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมดูแลเสถียรภาพการเงิน ชง 7 ข้อเสนอบรรเทาพิษบาทแข็ง-ผลกระทบภาษีทรัมป์-ช่วยเอสเอ็มอี ชี้บาทแข็งมาจากหลายปัจจัย อาจเกี่ยวข้องฟอกเงิน-ทองพุ่ง ต้องแก้ปัญหาแบบบูรณาการ ร่วมมือทั้ง ปปง. กรมศุลฯ พาณิชย์ “เกรียงไกร” วอนแก้ปัญหาปล่อยสินเชื่อให้เห็นผลภายใน 4 เดือนรัฐบาล

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้มีการประชุมหารือความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยได้กำหนดประเด็นหารือแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.มาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐและสงครามการค้า 2.มาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและแก้ปัญหาหนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3.ความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท.กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.ว่า เนื่องจากขณะนี้ค่าเงินบาทของไทยถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งค่าต่อเนื่อง และแข็งค่าสูงกว่าภูมิภาคเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เพราะค่าเงินบาทที่แข็งเกินไป คือความเสี่ยงต่อภาคส่งออกของไทย ประเทศพึ่งพาการส่งออก 60% ของ GDP และจากภาคท่องเที่ยว 10% ของ GDP แต่ทั้งสองอุตสาหกรรมโดนผลกระทบจากค่าเงินบาท ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ส่งสัญญาณเรื่องนี้มาตลอด เพราะประเทศต้องค้าขายกับต่างชาติ จึงต้องการให้ ธปท.หาจุดสมดุล ปรับค่าเงินบาทอย่าให้แข็งเกินไป

ชง 7 ข้อเสนอช่วยเหลืออุตฯ

โดยการหารือได้เสนอ 7 ข้อ ดังนี้ 1.สนับสนุนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ให้ส่วนลดค่าธรรมเนียม และอบรมความรู้แก่ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อช่วยรับมือค่าเงินบาทแข็งค่า 2.ใช้เครื่องมือทางการเงิน/การธนาคารกลาง-ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้น่าดึงดูดต่อการลงทุนภายใน ลดการไหลเข้าสู่ตลาดทุนอย่างไม่มีประสิทธิผล 3.ลดต้นทุนภาคธุรกิจ-ลดภาระต้นทุนไฟฟ้า พลังงาน และทบทวนโครงสร้างค่าไฟ ปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่าสําหรับผู้ชําระเงินตรงเวลา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน 4.ส่งเสริมสินค้า Made in Thailand (MIT) ให้หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อสินค้า MIT ไม่น้อยกว่า 15% ภายในปี 2569 ผ่านระบบ e-Bidding เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนเงินในประเทศ

5.เสริมมาตรการส่งออกเสริมศักยภาพ-สนับสนุน R&D, การเพิ่มมูลค่าสินค้า (Value-Added) ให้แข่งขันได้ แม้เงินบาทแข็ง 6.ประสานงานนโยบายระหว่างประเทศ-ในการเจรจาทางการค้า ลดภาษีตอบโต้ และใช้ข้อตกลงการค้าเสรีเพื่อขยายตลาด 7.สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค-ดูแลงบประมาณให้ไม่ฟุ่มเฟือย ควบคุมหนี้สาธารณะ เพื่อให้สามารถมีพื้นที่ในการใช้มาตรการกระตุ้น หาก ธปท.สามารถดําเนินมาตรการผสมทั้งทางการเงิน การคลัง และส่งเสริมโครงสร้างเศรษฐกิจ จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากเงินบาทแข็ง และปรับตัวให้ภาคส่งออกสามารถอยู่รอดได้ แม้ภาวะจะแข่งขันสูง

ธปท.รับปากดูแลปัญหาสินเชื่อ

“การได้คุยกันวันนี้เป็นภาพของการทำงานร่วมกัน สร้างความเข้าใจ ลดช่องว่างการสื่อสาร ซึ่งทั้งสองหน่วยงานเราเห็นตรงกัน ว่าเศรษฐกิจโลกผันผวนต้องร่วมกันทำ แบงก์ชาติทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพการเงิน ในส่วนของ ส.อ.ท.ก็ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรม เพื่อเดินหน้าต่อและปรับตัวสู้กับอนาคต ใช้นโยบาย 4GO (GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global, GO Green)

นอกจากนี้ เราอยากให้แบงก์ชาติช่วยวางแผนทางการเงิน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs เพื่อให้ทรานฟอร์ม เราเห็นภาพเดียวกัน คือปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเรื่องกฎหมายที่ล้าสมัย สังคมสูงวัย การศึกษา สิ่งเหล่านี้ไม่เอื้ออำนวยเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องผล
กระทบจากสงครามการค้าจากทรัมป์ยังมีผลอยู่ ที่ยังต้องคุยเรื่อง RVC ทุกอย่างยังไม่นิ่ง หรือแม้แต่เรื่องการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งแบงก์ชาติรับปากในส่วนที่เป็นความรับผิดชอบของ ธปท. อย่างเรื่องการปล่อยสินเชื่อกับกลุ่มที่มีความเสี่ยง ซึ่งทำให้บางรายถูกตัดสินเชื่อแบบเหมารวม ซึ่งจุดนี้ ธปท.รับปากว่าจะดูแลให้ทันที เพียงแต่ขอให้ ส.อ.ท.ส่งรายละเอียดข้อมูล โดยจะมีกลไกดูแลพิจารณาเป็นราย ๆ ไป”

บาทแข็งเกี่ยวโยงหลายปัจจัย

นายเกรียงไกรกล่าวว่า ส่วนกรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่า สิ่งที่ ธปท.ต้องตรวจสอบ ก็ต้องดูว่ามีปัจจัยอื่นเกี่ยวโยงทำให้เงินบาทแข็งค่าด้วยหรือไม่ เช่น คริปโต การฟอกเงิน การซื้อขายทอง ซึ่งจะควบคุมดูแลอย่างไร ต้องให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือกัน ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร โดยจะทำงานร่วมกับ ธปท. หากลไกมากำกับดูแล ซึ่งต้องยอมรับว่าค่าเงินบาทอิงกับทองคำค่อนข้างสูง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เมื่อราคาทองขึ้น เงินบาทก็แข็งค่าขึ้นไป 0.9% เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องดูแล เช่นเดียวกับเรื่องคริปโตที่ยังไม่มีหน่วยงานควบคุมได้ ในขณะที่การฟอกเงินเช่นกัน ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน มีธุรกิจสีเทาหาวิธีการทำให้เป็นสีขาว ดังนั้น ต้องมีระบบขึ้นมาดูแล ปัญหาต่าง ๆ แบงก์ชาติจะกลับไปดู

“แต่ก็มีข้อจำกัดบางข้อ อย่างกรณีไทยพึ่งพาสหรัฐ 18% ขณะที่เวียดนามพึ่งพาสหรัฐ 31% แต่ทำไมเวียดนามกล้าลดดอกเบี้ย เช่นเดียวกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งแบงก์ชาติอธิบายว่า ด้วยโครงสร้างและแนวทางแต่ละประเทศต่างกัน เช่น เงินสำรองเงินตราต่างประเทศเราสูงกว่า เขาซื้อขายแล้วเก็บเป็นดอลลาร์ แต่ทั้งหมดจะนำไปสู่การแก้ปัญหา สำหรับค่าเงินบาท ถ้าอ่อนค่ามาอยู่ที่ 34-35 บาทต่อดอลลาร์จะช่วยได้มาก เป็นความหวังของผู้ส่งออก แต่ ธปท.ก็ไม่ได้รับปากตรงนี้ เพราะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง และมันเหนือการควบคุมของ ธปท.”

ส.อ.ท.ขอเห็นผลใน 4 เดือน

นายเกรียงไกรกล่าวว่า ธปท.รับทุกข้อเสนอ และขอให้ ส.อ.ท.หารือพูดคุยกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือหารือร่วมกันในนาม กกร. เพื่อให้แต่ละหน่วยงานเดินหน้าไปพร้อมกัน อีกทั้ง ธปท.ไม่ใช่หน่วยงานการเมืองที่ต้องออกมาพูดตลอด แต่ด้วยปัญหามีมากก็ต้องใช้เวลา แต่เรื่องไหนที่ทำได้ก็จะทำให้ เช่น เรื่องการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะดำเนินการให้ก่อน คาดว่าภายใน 4 เดือนของรัฐบาลนี้น่าจะได้เห็น พร้อมกันนี้ สอท.เสนอให้จัดตั้ง “กองทุนเอสเอ็มอีนวัตกรรมการเงิน” โดยเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อปกติ สามารถเข้ามาขอทุนสนับสนุนได้ เพราะด้วยภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ผู้ขายต้องขายแบบเครดิต แต่ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินสด ทำให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง การออกแบบระบบสินเชื่อแบบใหม่จึงเป็นเรื่องจำเป็น

ชะลอจัดชั้นหนี้เสียจากพิษทรัมป์

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท.กล่าวถึงมาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐ และสงครามการค้า ว่าสิ่งที่กลุ่มอุตสาหกรรมกังวล คือการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐ ที่รายการสินค้ามีการบังคับใช้ที่ต่างกัน บางรายการบังคับใช้แล้ว บางรายการอยู่ระหว่างไต่สวน อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแล้ว ได้แก่ เหล็ก อะลูมิเนียม ยานยนต์ และชิ้นส่วนไม้อัด ไม้บาง และวัสดุแผ่น เฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ได้แก่ เหล็ก อะลูมิเนียม หล่อโลหะเครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น อยากขอให้รัฐสนับสนุนข้อมูลให้กับผู้ประกอบการเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมของธุรกิจให้สามารถรองรับมาตรการทางการค้าของสหรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงผลักดันมาตรการทางการเงิน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัว (Transformation) ของธุรกิจและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) พร้อมกับหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบในช่วงปรับตัวของผู้ประกอบการ เช่น การชะลอการจัดชั้นหนี้เป็นหนี้ที่มีปัญหา การปรับโครงสร้างสินเชื่อสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ รวมถึงการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรองรับผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐ และการเปิดตลาดใหม่ได้ โดยสินเชื่อพิเศษดังกล่าวจะมุ่งช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบให้สามารถปรับตัวทางธุรกิจและปรับ Supply Chain ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านมูลค่าเพิ่มในประเทศ (RVC) ของสหรัฐ รวมถึงสนับสนุนธุรกิจที่ต้องการเพิ่มศักยภาพในการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดใหม่แทนตลาดสหรัฐ

ธปท.ยันภารกิจหลัก 3 ด้าน

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า การมาพบปะกับ ส.อ.ท.เป็นที่แรกแบบฟูลทีม ธปท.ทำงานกับทุกหน่วยงานเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง และทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ธปท.จะทำงานร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้นอีก เพื่อให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภารกิจหลักของ ธปท. คือการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกันคือ 1) สร้างเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อในระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน รวมถึงไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด และให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง 2) สร้างเสถียรภาพทางระบบสถาบันทางการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคง สามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชนและธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงิน และ 3) สร้างเสถียรภาพทางระบบการชำระเงิน ดูแลให้มีระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุผล

“วันนี้เราอยู่ในจุดที่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่าง ๆ เหมือนกัน และเราจะหารือร่วมกัน เพื่อหาแนวทางป้องกัน และแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่เหมาะสม และเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศดำรงอยู่ได้”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บาทแข็ง ส.อ.ท. แบงก์ชาติ