เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและได้รับการขนานนามว่า “เขื่อนแม่ของแผ่นดิน” สร้างขึ้นตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน เดิมชื่อ “เขื่อนผาซ่อม” ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขนานนามว่า “เขื่อนสิริกิติ์”

เขื่อนแห่งนี้ไม่เพียงแต่ให้ประโยชน์ด้านชลประทานและการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็น “พลังชีวิต” และช่วยยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะ หมู่บ้านห้วยต้า ที่การทอผ้าแบบดั้งเดิมเกือบสูญหายไปในช่วงสร้างเขื่อน
เมื่อปี 2536 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชาวบ้านห้วยต้าและพระราชทานความช่วยเหลือ โดยทรงฟื้นฟูการทอผ้า คัดเลือกชาวบ้านไปฝึกฝนที่สวนจิตรลดา สร้างโรงทอผ้าในหมู่บ้าน และพระราชทานลายผ้าทอ “ลูกแก้ว” ทำให้ชาวบ้านมีงานทำ มีรายได้ และมีกำลังใจในการดำรงชีวิต จนผ้าทอบ้านห้วยต้ากลับมามีชื่อเสียง
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เขื่อนสิริกิติ์ ได้น้อมนำพระราชดำริฯ มาสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าทอมือบ้านห้วยต้าใต้ โดยการมอบเงินลงทุนหมุนเวียนและช่วยจัดหาตลาดกระจายสินค้า เช่น วางขายในพื้นที่เขื่อน และตามงานต่าง ๆ ของ กฟผ. เพื่อสืบสานการทอผ้าและสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ เขื่อนสิริกิติ์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ด้วยวิวลำน้ำน่านและดอกไม้นานาพันธุ์ มีจุดเช็คอิน 11 จุด เช่น มหัศจรรย์ธารสองสี ซุ้มอุโมงค์ไผ่ และสะพานแขวนเฉลิมพระเกียรติฯ รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ชุมชนขึ้นชื่ออย่างมะม่วงหิมพานต์ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนมาโดยตลอด
สำหรับ เขื่อนสิริกิติ์ลักษณะของเขื่อนเป็นเขื่อนดิน แกนกลางเป็นดินเหนียว สันเขื่อนสูง 133.60 เมตร ยาว 810 เมตร กว้าง 12 เมตร อ่างเก็บน้ำสามารถเก็บกักน้ำได้ 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร ความจุของอ่างมากเป็นที่สามรองจากเขื่อนศรีนครินทร์ และ เขื่อนภูมิพล ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า รวม 4 เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ 125,000 กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิต 500,000 กิโลวัตต์ ให้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 1,255 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง อยู่ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 58 กิโลเมตร
