ไทยออยล์ปรับกลยุทธ์ เน้นเสริมความแกร่ง-รุกธุรกิจใหม่รับความต้องการอนาคต
ไทยออยล์ปรับกลยุทธ์ธุรกิจครั้งใหญ่ เน้นเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมรับแนวโน้มในอนาคต ภายใต้แนวคิด “Empowering Strength for Powering Growth” เดินหน้าโครงการ CFP ให้แล้วเสร็จตามแผน สร้างฐานะการเงินที่มั่นคง รักษาอันดับความน่าเชื่อถือ ขยายตลาดสู่ภูมิภาค และเดินหน้าสู่ธุรกิจใหม่ ตอบรับความต้องการในอนาคต
นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ “TOP” เปิดเผยว่า ไทยออยล์ได้กำหนดกรอบในการดำเนินการด้านกลยุทธ์ในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและรองรับบริบทธุรกิจยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “Empowering Strength for Powering Growth” มุ่งสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจปัจจุบัน พร้อมเดินหน้าสู่โอกาสใหม่ในอนาคต เพื่อให้ไทยออยล์เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยยึดแนวทางการเติบโตที่สมดุลระหว่าง “ความแข็งแรงของธุรกิจวันนี้” และ “ศักยภาพของธุรกิจอนาคต”
โดยช่วงแรกอยู่ระหว่างปี 2025-2030 เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงกลั่น เดินหน้าโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) ให้สำเร็จ ลดการปล่อยคาร์บอนผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สร้างฐานะการเงินที่มั่นคงและรักษาอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment Grade) อีกทั้งขยายตลาดสู่ภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูง ต่อยอดแพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “Powering Platform” ดำเนินการผ่านบริษัท TOPNEXT ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มไทยออยล์เพื่อขยาย Distribution Network
โดยเฉพาะกลุ่มสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการขยายสู่ธุรกิจใหม่ ที่ตอบสนองแนวโน้มความต้องการในอนาคตผ่านความร่วมมือทางการค้ากับผู้ผลิตหรือคู่ค้า (Commercial Collaboration) และการวิจัยและพัฒนา พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการองค์กร โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและระบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ทั้งการใช้ AI การพัฒนาโซลูชั่นด้านโลจิสติกส์ และผลักดันให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทในการสร้างนวัตกรรม
นายบัณฑิตกล่าวต่อไปว่า ในการดำเนินการนั้น ไทยออยล์จะมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจปัจจุบันและการใช้สินทรัพย์เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มุ่งสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจการกลั่นทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การดำเนินโครงการ CFP ให้สำเร็จตามแผนงาน รวมทั้งรักษาความเป็นผู้นำในการสร้างผลกำไร การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย การบริหารจัดการเชิงรุกตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าวจะทำคู่ขนานกับการขยายตลาดสู่ภูมิภาค มุ่งเน้นการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ และขยายตลาดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะและมีอัตรากำไรที่สูงกว่า โดยมีประเทศเป้าหมาย ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย
ส่วนช่วงที่ 2 ระหว่างปี 2031-2035 ไทยออยล์จะเดินหน้าขยายเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่มีผลตอบแทนที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกลุ่มธุรกิจที่สนใจ ได้แก่ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น กลุ่มธุรกิจสารเคมีที่ใช้ยับยั้งและกำจัดเชื้อโรค และสารชะล้างทำความสะอาด (Disinfectant & Surfactant) กลุ่มธุรกิจพอลิเมอร์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ (Specialty Polymers)
โดยดำเนินการในรูปแบบ “Solution Provider” กลุ่มธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น ธุรกิจการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน ธุรกิจไฮโดรเจน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) เป็นต้น
นายบัณฑิตกล่าวอีกว่า กลยุทธ์ด้าน ESG นั้น ภายในปี 2035 ไทยออยล์มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิตผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน โดยได้กำหนด Internal Carbon Price เพื่อใช้ส่งเสริมการลงทุนในโครงการลดคาร์บอนและควบคุมโครงการที่ปล่อยคาร์บอนสูง
รวมถึงการสะสม Carbon Credit ผ่านโครงการปลูกป่า เพื่อนำ Carbon Credit ที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า โดยนำมาใช้ชดเชยในกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการซื้อ Carbon Credit ที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสมเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอน และหลังจากปี 2035 หากเทคโนโลยีมีความพร้อมและต้นทุนเหมาะสม จะพิจารณาทางเลือกการลงทุนในเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยคาร์บอน เช่น CCS เป็นต้น