Skip to content

กฟผ.ชูโมเดล SMR เกาหลีใต้ ลดเสี่ยง-ตอบโจทย์เมืองอุตสาหกรรม

26 ธ.ค. 2568 | 07:46น.
กฟผ.ชูโมเดล SMR เกาหลีใต้ ลดเสี่ยง-ตอบโจทย์เมืองอุตสาหกรรม

ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนของราคาพลังงานโลก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ระบบพลังงานของประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน “ทางแยกสำคัญ” ระหว่างการเร่งเพิ่มพลังงานหมุนเวียน กับการค้นหาแหล่งพลังงานที่สะอาด มีเสถียรภาพ และต้นทุนแข่งขันได้ในระยะยาว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ จึงเร่งติดตามและประเมินเทคโนโลยีพลังงานใหม่อย่างใกล้ชิด

ล่าสุดได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมพลังงานสะอาด ณ สาธารณรัฐเกาหลีใต้ เพื่ออัพเดตความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor หรือ SMR) และเทคโนโลยีไฮโดรเจน การดูงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเปิดมุมมองด้านเทคโนโลยี แต่ยังสะท้อน “โจทย์เชิงนโยบาย” ที่ประเทศไทยต้องตัดสินใจในทศวรรษหน้า หากต้องการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

เพิ่มพลังงานหมุนเวียนเกินครึ่ง

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. ระบุว่า กฟผ.มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่สะอาดด้วยการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2024) โดยที่ผ่านมา กฟผ.เดินหน้าหลายโครงการสำคัญ เช่น โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อน กฟผ.ทั่วประเทศ สอดรับกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ พัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) รวมถึงเทคโนโลยี SMR เพื่อสนับสนุนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ กฟผ.ให้ความสนใจอย่างมาก คือ SMR ซึ่งถูกมองว่าเป็น “นิวเคลียร์ยุคใหม่” ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็ก ปลอดภัยกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ และสามารถก่อสร้างแบบโมดูลจากโรงงาน ลดระยะเวลาและความเสี่ยงด้านต้นทุน โดยในร่าง PDP2024 ได้กำหนดให้มีโรงไฟฟ้า SMR จำนวน 2 โรง กำลังผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็กกลับมาพิจารณาอย่างจริงจัง หลังจากประเทศไทยชะลอการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มานานกว่าทศวรรษกฟผ. ดูงาน SMR เกาหลีใต้

ชี้ไม่มี SMR ค่าไฟพุ่ง

เทคโนโลยี SMR และไฮโดรเจนถือเป็นความหวังใหม่ของระบบไฟฟ้าไทย ในการยกระดับความมั่นคงพลังงาน ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ไทยมีโอกาสบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้เร็วขึ้น จากปี 2065 มาเป็นปี 2050 โดยแนวทางพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ถูกแบ่งออกเป็น 3 เฟส

โดยปัจจุบันไทยอยู่ในเฟสแรก คือ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลม ซึ่งแม้มีต้นทุนต่ำและทำเชิงพาณิชย์ได้แล้ว แต่แลกมากับความไม่เสถียรของระบบไฟฟ้า จึงต้องเร่งปรับโครงข่าย ให้รองรับพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น ส่วนในร่าง PDP ใหม่ มีการวางระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) สูงถึง 45,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับราว 20,000 เมกะวัตต์ และแบตเตอรี่ 25,000 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นฐานเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในอนาคต

อย่างไรก็ดี หากประเทศไทยต้องเดินหน้า Net Zero ปี 2050 โดยไม่มี SMR เป็นหนึ่งในทางเลือก ต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคตจะสูงขึ้น เนื่องจากต้องพึ่งพาระบบกักเก็บพลังงานและเชื้อเพลิงนำเข้าในสัดส่วนสูง SMR จึงไม่ใช่เรื่องเลือกหรือไม่เลือกนิวเคลียร์ แต่เป็นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

แม้ปัจจัยทางการเมืองและการเลือกตั้งใหม่อาจทำให้การประกาศใช้ PDP ฉบับใหม่ล่าช้า แต่ กฟผ.มองว่าการพัฒนา SMR เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวที่ต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปี ตั้งแต่การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการสร้างความเข้าใจและการยอมรับของสังคม ซึ่งสามารถเดินหน้าคู่ขนานไปได้โดยไม่สะดุดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

i-SMR รองรับสมาร์ทซิตี้

เหตุผลที่ กฟผ.เลือกเกาหลีใต้เป็นจุดหมายหลักในการศึกษาดูงาน เนื่องจากประเทศดังกล่าวเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของโลก ติดอันดับ Top 5 ประเทศที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากที่สุด จำนวน 26 โรง คิดเป็นประมาณ 30% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ โดยศูนย์วิจัยกลาง (Central Research Institute : CRI) ของ Korea Hydro & Nuclear Power Co., Ltd. (KHNP) ณ เมืองแทจอน เป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยและพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่ ระบบความปลอดภัย และการประยุกต์ใช้นิวเคลียร์ร่วมกับพลังงานสะอาดอื่น ๆ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ เทคโนโลยี i-SMR (Innovative Small Modular Reactor) ซึ่งเป็น SMR ที่พัฒนาโดยกลุ่มพันธมิตร i-SMR Consortium ประกอบด้วย KHNP, KAERI และ KEPCO E&C มีกำลังผลิตรวม 680 เมกะวัตต์ จาก 4 โมดูล ตั้งเป้าก่อสร้างและเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ภายในปี 2035

สำหรับ i-SMR มีระบบการทำงานใช้น้ำเป็นตัวหล่อเย็น ติดตั้งแบบฝังใต้ดิน พร้อมระบบความปลอดภัยแบบ Passive Safety ที่สามารถหยุดการทำงานอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหรือบุคลากรควบคุม ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรง เช่น กรณีเชอร์โนบิลหรือฟุกุชิมะ และมีความน่าจะเป็นในการเกิดความเสียหายของแกนปฏิกรณ์ต่ำกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่หลายร้อยเท่า

ขณะเดียวกัน ภายในศูนย์วิจัย CRI ยังมีการนำเสนอแนวคิด “SMR Smart Net-Zero City” เมืองอัจฉริยะที่ผสานพลังงานจาก i-SMR พลังงานหมุนเวียน และไฮโดรเจน เพื่อผลิตไฟฟ้า ไฮโดรเจน และน้ำจืดสำหรับอุตสาหกรรมและชุมชน โดยใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า SMR ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพียงเพื่อผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่สามารถเป็นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของเมืองในอนาคต โดยเฉพาะเมืองอุตสาหกรรม เมืองดิจิทัล และ Data Center ที่ต้องการไฟฟ้าจำนวนมากและต่อเนื่อง

ไฮโดรเจนต้นทุนยังแพง

นอกจาก SMR แล้ว กฟผ.ยังให้ความสำคัญกับพลังงานไฮโดรเจน โดยได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมโรงงานผลิตเซลล์เชื้อเพลิงของ Doosan Fuel Cell ณ เมืองอิกซาน ซึ่งเป็นฐานการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงสำหรับโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า Daesan Green Energy ขนาด 50 เมกะวัตต์ ที่ใช้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง PAFC (Phosphoric Acid Fuel Cell) มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและความร้อนรวมสูงถึง 90% และปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งสามารถติดตั้งในเมือง ใกล้ Data Center อาคาร หรือชุมชนได้ เนื่องจากมีขนาดเล็กและไม่ต้องใช้การเผาไหม้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าแผนการใช้ไฮโดรเจนของไทยยังไม่มีความชัดเจนในเชิงนโยบาย การผสมไฮโดรเจนในท่อก๊าซธรรมชาติสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง แต่หากผสมในสัดส่วนสูง จะต้องลงทุนปรับปรุงโครงข่ายท่อก๊าซและโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาลในเชิงพาณิชย์และต้นทุนปัจจุบัน กฟผ.มองว่าเทคโนโลยี SMR มีความเป็นไปได้มากกว่า เมื่อเทียบกับไฮโดรเจนที่ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เป็นพลังงานคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง