Black & Veatch มองไทย ดึงดูดเงินลงทุน ตปท.ไม่น้อยหน้าคู่แข่ง
เจริน ราจ
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
นักลงทุนต่างสะท้อนมุมมองและบอกถึงสาเหตุของการเลือกมาลงทุนประเทศไทย เพราะความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “นายเจริน ราจ” กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและอินเดีย บริษัท แบล็ค แอนด์ วิชช์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้พัฒนาและบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย
โครงการแรกโรงไฟฟ้ายันฮี
Black & Veatch ก่อตั้งขึ้นในปี 1915 ที่สหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์กว่า 100 ปีในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำ และมากกว่า 80 ปีในอุตสาหกรรมกระบวนการ เช่น LNG ไฮโดรเจน และแอมโมเนีย โดยเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยปี 1967 หรือเมื่อ 60 ปีก่อน ให้บริการตั้งแต่การเป็นที่ปรึกษา ศึกษาความเป็นไปได้ การวิเคราะห์ด้านการเงินและเทคนิค การตรวจสอบสถานะ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการปลดระวางระบบในไทย
ปัจจุบันเราให้บริการกับผู้ผลิตไฟฟ้าและหน่วยงานสาธารณูปโภค เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) Gulf และ IPPs ในภูมิภาค Petronas, Exxon, Chevron ลูกค้าเรายังมีที่เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีและดาต้าเซ็นเตอร์ องค์กรเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรม และสถาบันการเงิน
โครงการแรกของ Black & Veatch ในประเทศไทย เราออกแบบโรงไฟฟ้าขนาด 200 เมกะวัตต์ ให้กับการไฟฟ้ายันฮี (Yanhee Electricity Authority) (ผู้ก่อสร้างเขื่อนยันฮี ซึ่งปัจจุบันคือเขื่อนภูมิพล) ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศเป็นสองเท่า ต่อมาก็โรงไฟฟ้าบางปะกง (EPC) ขยายไปโครงการพลังงานแสงอาทิตย์หลายแห่ง ตอนนี้เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยไปแล้ว มีทีมผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นกว่า 250 คน
เราเชี่ยวชาญใน 4 กลุ่มธุรกิจ กลุ่มแรกคือ ด้านพลังงานถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งดั้งเดิม กลุ่มที่สองคือ เชื้อเพลิงและทรัพยากรธรรมชาติ เราได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อย่างเทคโนโลยี Floating LNG (FLNG) โครงการไฮโดรเจนและแอมโมเนีย
กลุ่มที่สามคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เชิงพาณิชย์ และอุตสาหกรรม ครอบคลุมโครงข่ายไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าย่อย ระบบส่งไฟฟ้า รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ไมโครกริด และระบบพลังงาน กลุ่มสุดท้ายคือระบบน้ำสำหรับภาครัฐและอุตสาหกรรม ตั้งแต่ระบบผลิตน้ำดื่ม การจัดการน้ำเสีย การแยกเกลือออกจากน้ำทะเล (Desalination) ทั้ง 4 ด้านนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เราสามารถให้บริการโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรระยะยาวให้กับลูกค้าได้
พร้อมลุยพลังงานสะอาดในไทย
ความต้องการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Combined Cycle Power Plant) ยังคงเป็นกลุ่มที่เติบโตสูง หลายโครงการกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการตัดสินใจลงทุน สะท้อนความต้องการพลังงานฐาน (Baseload) ที่มีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ที่ตั้งเป้าเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในแผน PDP ส่งผลให้เกิดโอกาสในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โครงสร้างพื้นฐาน LNG จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการเข้าถึงก๊าซธรรมชาติอย่างมั่นคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายกำลังผลิตไฟฟ้า ทั้งหมดนี้คือแนวโน้มการเติบโตที่สนับสนุนงานเรา
สำหรับประเทศไทย แนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือ การเติบโตของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการไฟฟ้า ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยยังกำหนดนโยบายและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเราในการขยายธุรกิจ
ปี 2026 หากประเมินในภาพรวม คาดว่าจะมีโครงการในประเทศไทย 4-5 โครงการที่มีแนวโน้มจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยหลายโครงการยังอยู่ในขั้นตอนที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเบื้องต้น การศึกษาความเป็นไปได้ ไปจนถึงขั้นตอนการออกแบบวิศวกรรมและการวางแผนเชิงลึก
ที่ผ่านมา เรามีผลงานด้านโครงการพลังงานในประเทศไทยรวมมากกว่า 20 จิกะวัตต์ และได้ร่วมงานกับผู้เล่นหลักในตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับ กฟผ. ซึ่งเราได้ร่วมดำเนินโครงการมากกว่า 125 โครงการ และประเทศไทยยังคงเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับ Black & Veatch
เป้าพลังงานสีเขียวไทยโดดเด่น
กรณีที่บริษัทหลายแห่งมีการลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยนั้น Black & Veatch มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้พัฒนาและผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำระดับโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา ภูมิภาคเอเชีย และตลาดนานาชาติอื่น ๆ เราให้บริการลูกค้าในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ไทย อินเดีย หรือมาเลเซีย โดยครอบคลุมตั้งแต่การประเมินพื้นที่ การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การออกแบบทางวิศวกรรม ไปจนถึงการบริหารจัดการและส่งมอบโครงการ ด้วยประสบการณ์ในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก เราพร้อมสนับสนุนลูกค้าในการพัฒนาโครงการอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในทุกภูมิภาคที่เราดำเนินงานอยู่
ประเด็นที่ว่าจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงเพิ่มสูงขึ้น ประเทศไทยจะสามารถรองรับความต้องการนี้ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างไร ยอมรับว่านี่ถือเป็นความท้าทายที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ ซึ่งอยู่ที่บทบาทของนโยบายภาครัฐ ซึ่งประเทศไทยมีทิศทางที่ค่อนข้างชัดเจน และสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าให้สามารถรองรับการใช้งานของดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเป้าหมายตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่ค่อนข้างสูง โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นประมาณ 51% ภายในปี 2037 ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค การบริหารสัดส่วนแหล่งพลังงาน (Energy Mix) ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในภูมิภาคอย่างเหมาะสม
ชี้จุดแข็งดึงดูดการลงทุน
ขณะนี้นโยบายต่าง ๆ จากภาครัฐกำลังดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม โดยเฉพาะการสร้างสภาพแวดล้อมเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาระบบพลังงานและการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ เราเห็นความคืบหน้าในเชิงบวกเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบไฟฟ้ามีความน่าเชื่อถือ และส่งเสริมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดไทยยังมีเสถียรภาพสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน โดยเสถียรภาพดังกล่าวถือเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศไทย และเป็นปัจจัยที่ช่วยดึงดูดการลงทุนระยะยาว ซึ่งควรรักษาและต่อยอดให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต
นั่นหมายถึงประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจและเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยจำนวนประชากรราว 70 ล้านคน จึงถือเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีความต้องการในระยะยาว ประเทศไทยยังมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มั่นคง พร้อมโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ระบบโครงข่ายไฟฟ้ามีความน่าเชื่อถือในระดับที่ดี และระบบนิเวศโดยรวมเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจด้วยความคาดการณ์ได้และมีเสถียรภาพ
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ในการตัดสินใจลงทุน จึงเชื่อว่านี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้หลายบริษัทขนาดใหญ่ให้ความสนใจประเทศไทย