IRPC เร่งเครื่องกลยุทธ์ 4R ขยายแหล่งรายได้ใหม่ รองรับสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
IRPC ดำเนินงานเชิงรุกภายใต้วินัยทางการเงิน จัดสรรเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเสถียรภาพทางการเงินและผลตอบแทนระยะยาว เร่งกลยุทธ์ 4R ยกระดับธุรกิจหลัก ขยายแหล่งรายได้ใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) เปิดเผยว่า ปี 2568 อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังคงเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากภาวะอุปทานส่วนเกินการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงความผันผวนของราคาพลังงานจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนทางการค้า รวมทั้งเศรษฐกิจไทยยังคงซบเซา ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของอุตสาหกรรมอยู่ในระดับจำกัดตลอดปี 2568 บริษัทดำเนินการเชิงรุกด้านการบริหารเงินทุน ปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงาน พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และจัดตั้ง “Crisis War Room” ติดตามเศรษฐกิจและตลาดอย่างใกล้ชิด
และเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศ “Domestic First” เพื่อรับมือความผันผวนได้ทันเวลา กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขัน ลดความผันผวนของผลประกอบการ และต่อยอดสู่ธุรกิจและนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษและวัสดุขั้นสูง ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและพลังงานสะอาดผ่านการดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 4R ที่สำคัญดังนี้
Recapitalize – สร้างทุน : การเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยบริหารจัดการทรัพย์สินให้เกิดรายได้
ปรับโครงสร้างการลงทุนและหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุนและเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน ปี 2568 บริษัทประสบความสำเร็จจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ รวมถึงหุ้นกู้ดิจิทัล รวมมูลค่า 11,000 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อฐานะการเงินและทิศทางธุรกิจ เพื่อปรับโครงสร้างการลงทุน บริษัทจำหน่ายหุ้น 40% ในบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง จำกัด (WHAIER) ให้แก่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (WHAID) มูลค่า 896 ล้านบาท ดำเนินการแล้วเสร็จไตรมาส 1 ปี 2569
นอกจากนี้ บริษัทร่วมกับพันธมิตรดำเนินโครงการโรงพยาบาลและศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ จังหวัดระยอง บริหารจัดการให้เช่าที่ดิน 716 ไร่ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา แก่บริษัท ไออาร์พีซี คลีน พาวเวอร์ จำกัด (IRPCCP) เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 74.88 เมกะวัตต์ ระยะเวลา 30 ปี เพื่อสร้างรายได้และสนับสนุนพลังงานสะอาด และดำเนินการขายที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี เนื้อที่รวมประมาณ 32 ไร่ ให้แก่บริษัท ไออาร์พีซี คลีน พาวเวอร์ จำกัด (IRPCCP)
Revitalize – สร้างพลัง : การยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจหลัก การดำเนินงานในโครงการ Performance Uplift เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ยกระดับการบริหารจัดการภายในโรงงาน และปรับพอร์ตสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ในปี 2568 สามารถสร้าง EBITDA 1,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด ธุรกิจปิโตรเลียม เพิ่มมูลค่าผ่านการผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 และน้ำมันอากาศยาน Jet A-1 รองรับการฟื้นตัวของภาคการบิน เพิ่มสัดส่วนจำหน่ายในประเทศ “Domestic First” ควบคู่การบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด ธุรกิจปิโตรเคมี เร่งปรับพอร์ตสู่ผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Products) ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเป็น 60% ภายในปี 2573 โดยในปี 2568 สามารถเพิ่มสัดส่วนเป็น 40% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด พร้อมเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการใหม่ในปี 2569 รองรับอุตสาหกรรมการแพทย์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด Rematerial เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
Reframe – สร้างคน : บูรณาการความยั่งยืนและดิจิทัลเข้ากับกลยุทธ์องค์กร ปรับโครงสร้างและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดรับทิศทางธุรกิจใหม่
Reinvent – สร้างอนาคต : ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจปลายน้ำและธุรกิจมูลค่าเพิ่ม โดยใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และความเชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับจากผู้ผลิตสู่การเป็น “Solution Provider” ที่ไม่เป็นเพียงผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแต่มุ่งเน้นการให้คำปรึกษาควบคู่กับการบริการ เพื่อแก้ปัญหาให้กับ ลูกค้า คู่ค้า แบบครบวงจร นอกจากนี้ บริษัทร่วมกับพันธมิตรเปิดตัว “Graphenix X KleanTeQ” นวัตกรรมสิ่งทออัจฉริยะ (Smart Textile) ที่ผสานเทคโนโลยี Graphene Ink ของบริษัทสะท้อนศักยภาพการต่อยอดนวัตกรรมสู่ธุรกิจปลายน้ำและขยายตลาดสู่ผู้บริโภคในอนาคต
สำหรับผลประกอบการปี 2568 เปรียบเทียบกับปี 2567 บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิสำหรับปี 2568
จำนวน 232,671 ล้านบาท ลดลง 49,040 ล้านบาท หรือร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยลดลงร้อยละ 14 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง และปริมาณขายลดลงร้อยละ 3 ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 21,549 ล้านบาท หรือ 8.82 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปี 2567
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำมันดิบในปี 2568 ได้รับปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการทางภาษีของประเทศสหรัฐต่อประเทศคู่ค้า และอุปทานน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มโอเปกและพันธมิตร (โอเปกพลัส) จึงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลดลงจากปีก่อน ทำให้เกิดขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 3,382 ล้านบาท หรือ 1.38 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) จำนวน 18,221 ล้านบาท หรือ 7.46 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปี 2567 จึงทำให้บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 6,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,728 ล้านบาท จากปีก่อน โดยในปี 2568 บริษัทบันทึกกำไรจากการทำสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน 271 ล้านบาท เป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่บันทึกขาดทุน 5 ล้านบาท รวมทั้งกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 205 ล้านบาท และมีกำไรจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สิน 668 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการกลับรายการด้อยค่าเงินลงทุนของบริษัทร่วม เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่บันทึกขาดทุน 553 ล้านบาท จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น
ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทบันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 3,571 ล้านบาท น้อยกว่าปี 2567 ที่ร้อยละ 31 ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 เปรียบเทียบกับไตรมาส 3/2568 : ในไตรมาส 4/2568 บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิ 55,707 ล้านบาท ลดลง 2,231 ล้านบาท หรือร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยลดลงร้อยละ 5 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง ขณะที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 และมี Market GIM อยู่ที่ 6,951 ล้านบาท หรือ 11.56 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากไตรมาส 3/2568
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำมันดิบในไตรมาส 4/2568 ได้รับปัจจัยกดดันหลักจากโอเปกพลัสที่มีมติเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงจากไตรมาสก่อน ทำให้เกิดขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 1,918 ล้านบาท หรือ 3.19 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทมี Accounting GIM จำนวน 4,508 ล้านบาท หรือ 7.50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 จึงทำให้บริษัทมี EBITDA จำนวน 1,356 ล้านบาท ลดลง 1,673 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 โดยในไตรมาส 4/2568 บริษัทมีต้นทุนทางการเงินสุทธิ จำนวน 498 ล้านบาท ลดลง 131 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น มีกำไรจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สิน 243 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทบันทึกกำไรจากการลงทุน 266 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 83 จากไตรมาสก่อน
จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น ส่งผลให้ในไตรมาส 4/2568 บริษัทบันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 ที่บันทึกกำไรสุทธิ 340 ล้านบาท แนวโน้มตลาดน้ำมันดิบและปิโตรเคมี ปี 2569 ภาพรวมตลาดน้ำมันดิบ คาดราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันในภาคการเดินทาง ขนส่ง และการผลิตปิโตรเคมี ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความท้าทายด้านอุปทาน กลุ่มโอเปกพลัสมีแนวโน้มปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด แข่งขันกับผู้ผลิตนอกกลุ่ม อาทิ สหรัฐอเมริกา และบราซิล อย่างไรก็ตาม หากระดับราคาน้ำมันไม่จูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์ อาจมีการชะลอการเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรักษาสมดุลตลาด นอกจากนี้ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นตัวแปรสำคัญ
โดยเฉพาะมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจกระทบการส่งออกของรัสเซีย ราว 1-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่งผลต่อต้นทุนขนส่ง รวมถึงความไม่แน่นอนด้านเสถียรภาพอุปทานในตลาดโลกภาพรวมตลาดปิโตรเคมี ความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในปี 2569 คาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงปี 2568 สอดคล้องกับประมาณการเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวร้อยละ 2.6 ตามรายงานของ World Bank (Global Economic Prospects, January 2026) โดยกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากภาคบริการและการขยายตัวของสังคมเมือง ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าคงทน เช่น ที่อยู่อาศัยและยานยนต์ อาจเติบโตจำกัดจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง
ด้านอุปทาน ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ โดยเฉพาะในประเทศจีน ส่งผลให้ภาวะอุปทานล้นตลาดยังคงอยู่ ผู้ผลิตบางส่วนมีแนวโน้มปรับลดอัตราการเดินเครื่องเพื่อบริหารสมดุล นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ตลอดจนทิศทางมาตรการกีดกันทางการค้า อาทิ ภาษีศุลกากร มาตรการปกป้องการนำเข้า และการต่อต้านการทุ่มตลาด ซึ่งอาจกระทบต่อกระแสการค้า การลงทุน และอุปสงค์ปิโตรเคมีในระยะถัดไป บริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่โปร่งใส ควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการสำคัญ เช่น From Wastes to Walk
ส่งมอบพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงให้มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผลิตอุปกรณ์เสริมร่างกายช่วยเหลือผู้ป่วยและคนพิการ ดำเนินโครงการ We Care by IRPC เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับพันธมิตรและกลุ่ม ปตท.จากความมุ่งมั่นดังกล่าวส่งผลให้บริษัทได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ อาทิ การเป็นสมาชิก Dow Jones Sustainability Indices ต่อเนื่อง 12 ปี รางวัล SET Awards ด้านนวัตกรรม จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รางวัล Thailand Energy Awards และได้รับการประเมิน CG ระดับ “ดีเลิศ” ต่อเนื่องปีที่ 17 ตอกย้ำมาตรฐานการกำกับดูแล กิจการที่เป็นเลิศในระดับสากล ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ในอัตรา 0.01 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินประมาณ 204 ล้านบาท โดยจะเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ ในวันที่ 7 เมายษน 2569 ต่อไป