“ศุภจี” เผยไทยเร่งเจรจาข้อตกลง ART กับสหรัฐให้จบภายในสิ้น มิ.ย.นี้ หลังผลไต่สวนเบื้องต้นมาตรา 301 กรณี Forced Labor จัดไทยอยู่กลุ่มเสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5%
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภายหลังสหรัฐอเมริกาออกผลการไต่สวนเบื้องต้นภายใต้มาตรา 301 กรณีแรงงานบังคับ หรือ Forced Labor โดยแบ่งประเทศและเขตเศรษฐกิจที่ถูกไต่สวนรวม 60 แห่ง ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีมาตรการดูแลแรงงานบังคับตามที่สหรัฐเห็นว่าเพียงพอ 14 เขตเศรษฐกิจ และกลุ่มที่ยังไม่มีข้อกำหนดหรือการบังคับใช้เพียงพอ 46 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลัง
ผลเบื้องต้นดังกล่าวทำให้ไทยอยู่ในกลุ่มที่อาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% ขณะที่กลุ่ม 14 เขตเศรษฐกิจถูกกำหนดเพดานภาษีไว้ที่ 10%
ทั้งนี้ ประเด็นที่สหรัฐพิจารณาไม่ได้ติดใจเรื่องการดูแลแรงงานบังคับภายในประเทศไทย แต่เป็นเรื่องที่ไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสินค้าจากประเทศที่สาม
ก่อนหน้านี้ ทีมไทยแลนด์ได้เดินทางไปชี้แจงข้อมูลต่อสหรัฐช่วงวันที่ 13-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนจากกระทรวงการคลังเข้าร่วม และได้อธิบายข้อมูลที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว ส่วนประเด็นกฎหมายหรือมาตรการเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีแรงงานบังคับ อาจต้องให้กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักในการชี้แจงแผนดำเนินการเพิ่มเติม
นางศุภจีกล่าวว่า ผลที่ออกมายังเป็นเพียงผลเบื้องต้น โดยไทยจะต้องยื่นคำขอเข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็น หรือ Hearing ภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 และยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เพื่อชี้แจง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเหมาะสมของอัตราภาษี รายการสินค้าที่ควรเพิ่มหรือถอดออก และความเหมาะสมของสินค้าที่ได้รับการยกเว้นใน Annex A
หลังจากนั้น สหรัฐจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 และไทยยังสามารถส่งข้อโต้แย้งเพิ่มเติมภายหลังการรับฟังความคิดเห็นได้ภายในประมาณวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ก่อนสหรัฐประกาศผลขั้นสุดท้าย ซึ่งคาดว่าจะดำเนินกระบวนการให้เสร็จก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม 2569
สำหรับรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นใน Annex A มีทั้งหมด 1,655 รายการ ครอบคลุม 4 หมวดหลัก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหาร สินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานและแร่ธาตุ และชิ้นส่วนอากาศยาน เช่น สับปะรด มะพร้าว แป้งมันสำปะหลัง สมาร์ทโฟน และแผ่นวงจร
อย่างไรก็ตาม สินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐมีประมาณ 10,000 รายการ ไทยจึงต้องเร่งพิจารณาว่าควรเสนอให้เพิ่มสินค้าใดเข้าไปในรายการยกเว้นเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป สินค้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์บางกลุ่ม และสินค้าที่ทำจากยางพารา
แหล่งข่าวระบุว่า ข้อสังเกตสำคัญคือ บางประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอัตราภาษีต่ำกว่าไทย แม้ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีแรงงานบังคับอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นประเทศที่ลงนามข้อตกลง ART กับสหรัฐแล้ว เช่น มาเลเซีย กัวเตมาลา บังกลาเทศ อาร์เจนตินา และไต้หวัน
ขณะที่ประเทศที่มีกฎหมายอยู่แล้วมี 6 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน
ดังนั้น ท่าทีของไทยขณะนี้คือเร่งเจรจาข้อตกลง ART กับสหรัฐให้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ เพราะอาจมีผลต่อสถานะของไทยในมาตรการภาษีดังกล่าว โดยสหรัฐส่งสัญญาณว่าประเทศที่สามารถปิดดีล ART ได้ มีโอกาสได้รับอัตราภาษีในระดับที่ต่ำกว่า แม้ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้ทั้งหมด
“ต่อให้ลงนาม ART แล้วก็ยังต้องถูกเก็บภาษีอยู่ เพราะทั้ง 60 ประเทศอยู่ในข่ายทั้งหมด เพียงแต่หากจบ ART ได้ อาจทำให้ไทยขยับไปอยู่ในกลุ่มอัตราที่ต่ำลง จากที่ขณะนี้ผลเบื้องต้นอยู่ที่ 12.5%” แหล่งข่าวระบุ
ปัจจุบันการเจรจา ART ยังมีประเด็นค้างอยู่ประมาณ 25 เรื่อง กระจายอยู่ในหลายกระทรวง โดยมีความคืบหน้าต่อเนื่อง และคาดว่าจะสามารถสรุปท่าทีสุดท้ายของไทยได้ในเร็ว ๆ นี้ ก่อนที่ผู้แทนการค้าไทยจะเดินทางไปสหรัฐวันที่ 5 มิถุนายน เพื่อเจรจาต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์
นอกจากประเด็น Forced Labor แล้ว ไทยยังติดตามผลไต่สวนอีกประเด็นคือ Excess Capacity ซึ่งสหรัฐคาดว่าจะออกผลเบื้องต้นภายในปลายเดือนนี้ หรือในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า โดยเกี่ยวข้องกับ 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยาง และเครื่องจักร ไม่ครอบคลุมสินค้าเกษตร
ฝ่ายไทยได้ชี้แจงต่อสหรัฐว่า ข้อมูลกำลังการผลิตของไทยใน 3 กลุ่มสินค้าไม่ได้ต่ำกว่า 60% ตามที่ถูกกล่าวหา โดยข้อมูลจากผู้ประกอบการรายใหญ่และรายสำคัญที่ส่งออกไปสหรัฐจริง พบว่า Capacity Utilization อยู่ที่ 70-95%
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกระทรวงอุตสาหกรรมให้ปรับปรุงฐานข้อมูล Manufacturing Production Index หรือ MPI ให้เป็นปัจจุบันมากขึ้น เพื่อใช้ประกอบการเจรจาและลดช่องว่างด้านข้อมูลในอนาคต
ทั้งนี้ มาตรการภาษีของสหรัฐมีลักษณะบวกเพิ่มจากอัตราภาษีเดิม หรือ On Top จากอัตรา MFN ที่สินค้าแต่ละรายการถูกเก็บอยู่แล้ว ดังนั้น ผลกระทบต่อสินค้าแต่ละกลุ่มจะขึ้นอยู่กับฐานภาษีเดิมและผลสรุปของมาตรการเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ปรับเป้าหมายส่งออกไทยปีนี้ เนื่องจากตัวเลขส่งออกช่วงต้นปียังขยายตัวดีกว่าคาด โดยไตรมาสแรกเติบโตใกล้ 20% และเดือนเมษายนขยายตัวกว่า 20% แม้การค้าโลกยังเผชิญแรงกดดันจากค่าขนส่งและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์