ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ เตือนไทยเสี่ยงโดนภาษีควบ 25% ซ้ำรอย GDP ต่ำ 2% สินค้าจีนทะลักพ่นพิษยาว
สัมภาษณ์
เส้นตายวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ กำลังเป็นหมุดหมายสำคัญที่ภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทยต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เมื่อ “มาตรการภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์” กำลังจะหมดอายุลง และมีแนวโน้มสูงว่าไทยจะไม่รอดพ้นจากการถูกยกระดับกำแพงภาษีรอบใหม่
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช” นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เพื่อเอกซเรย์ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด วิเคราะห์จุดตายของโครงสร้างการค้าไทย รวมถึงกลยุทธ์แก้เกมยื่นหมูยื่นแมวที่รัฐบาลไทยต้องเร่งลงมือ ก่อนที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวสุดท้ายจะดับสนิท
สัญญาณอันตราย ไทยเสี่ยงเจอภาษีควบ 25%
รศ.ดร.อัทธ์ ประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า ในประเด็นกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกานั้น ประเทศไทยน่าจะหลีกเลี่ยงการถูกจัดเก็บภาษีรอบใหม่ได้ยาก โดยมีสัญญาณบ่งชี้สำคัญจาก 2 มาตรากฎหมายการค้าที่สหรัฐฯ นำมาใช้เป็นเครื่องมือ
“ผมคิดว่าไทยน่าจะเจอภาษีนะ น่าจะโดน เพราะก่อนหน้านี้เราโดนไปแล้วในเรื่องของประเด็นแรงงาน 12.5% ซึ่งฝั่งไทยเองยังไม่มีกฎหมายในการเข้าไปตรวจสอบเชิงรุกว่า สินค้าเหล่านั้นนำไปใช้ในกระบวนการที่เข้าข่ายแรงงานบังคับหรือไม่ แต่อีกมาตราหนึ่งที่ไทยกำลังจะโดนเพิ่มคือ มาตรา 301 ในเรื่องของการผลิตสินค้าเกิน (Overcapacity) แล้วส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันสินค้าจีนทะลักเข้ามาในไทยเพียบเลย สัญญาณตรงนี้ชัดเจนว่าน่าจะโดนอีกเหมือนกัน”
ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยกลายเป็นเป้าหมาย มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า สหรัฐอเมริกาคือตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย ทว่าสินค้าส่งออกเหล่านั้นกลับมีปัญหาในเรื่อง “แหล่งกำเนิดสินค้า” ที่ไม่ชัดเจน
รศ.ดร.อัทธ์ ระบุว่า ปัจจุบันสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มีสัดส่วนประมาณ 20-30% ที่ไม่สามารถพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้าได้อย่างแท้จริงว่าเป็นของที่ผลิตในประเทศไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่ให้สหรัฐฯ เพ่งเล็ง
สำหรับฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด หากสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่ต่ออายุการผ่อนปรนภาษี และเดินหน้าจัดเก็บเต็มอัตรา ไทยมีโอกาสที่จะต้องแบกรับภาระภาษีแบบซ้ำซ้อน
“เลวร้ายที่สุดคือ อัตราภาษี 12% จากมาตราแรก บวกกับอีก 12% จากมาตราหลัง รวมกันแล้วเราอาจต้องเจอภาษีสูงถึง 25% ซึ่งจะทำให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงทันที จากเดิมปีที่แล้วภาพรวมการส่งออกขยายตัวได้ราว 12% และปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 7-8% หากเกิดกรณีนี้จริง ผมคิดว่าการส่งออกทั้งปีน่าจะเหลือโตแค่ประมาณ 5% เท่านั้น และจะทำให้ครึ่งปีหลังกลายเป็นช่วงที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าครึ่งปีแรกอย่างเห็นได้ชัด”

เอกซเรย์ความเสียหาย: GDP เสี่ยงต่ำ 2% – สินค้าอุตสาหกรรมทรุด
ผลกระทบจากการยกระดับกำแพงภาษีของสหรัฐฯ จะไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขการส่งออก แต่จะลุกลามไปถึงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจมหาภาคในประเทศ โดย รศ.ดร.อัทธ์ คาดการณ์ว่า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในรอบนี้อาจฉุดให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยดิ่งลงอย่างน่ากังวล
“ในแง่ของ GDP แม้หน่วยงานภาครัฐบางแห่งจะมองว่าน่าจะยังเติบโตได้มากกว่า 2% แต่สำหรับผมมองว่าไทยมีโอกาสสูงมากที่จะได้เห็น GDP ต่ำกว่า 2% เนื่องจากเรากำลังเผชิญปัจจัยลบซ้ำซ้อน ปัจจัยแรกคือผลกระทบจากภาษีทรัมป์ และปัจจัยที่สองคือสถานการณ์ความตึงเครียดของสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”
เมื่อเจาะลึกเป็นรายอุตสาหกรรม กลุ่มที่จะกลายเป็น “ผู้แพ้” หรือได้รับผลกระทบหนักที่สุดในโครงสร้างรอบนี้ คือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ได้แก่
- เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
- ชิ้นส่วนสมาร์ทโฟน
- ชิ้นส่วนยานยนต์
- เครื่องจักรและอุปกรณ์
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะยังคงได้ประโยชน์และมีแต้มต่ออยู่บ้าง คือ กลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ผลไม้สด อาหารสุขภาพ รวมถึงยางพาราที่ยังสามารถประคองตัวได้เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
ส่วนสินค้าส่งออกของไทยที่มีแต้มต่อสูงและสหรัฐฯ ยังคงมีความจำเป็นต้องพึ่งพา คือสินค้ากลุ่มที่เน้นการใช้แรงงานเป็นหลัก ซึ่งสามารถส่งออกไปทดแทนสินค้าจากประเทศจีนได้ เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ของเล่นเด็ก เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องอุปโภคบริโภค อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มนี้ก็ยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะรัฐบาลไทยจำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มงวดด้วยว่า สินค้าเหล่านี้ไม่ใช่สินค้าจีนที่แปลงสัญชาติหรือผ่านกระบวนการสวมสิทธิ์ในประเทศไทย
“ดุลการค้า – ทุนจีนสีเทา” จุดตายบนโต๊ะเจรจา
เมื่อถามถึงกรณีที่สหรัฐฯ กำลังเพ่งเล็งประเทศไทยอย่างหนักในประเด็นเรื่องกลุ่มทุนจีนเข้ามาสวมสิทธิ์ หรือใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออก (Trade Circumvention) ว่าจะเป็นจุดตายที่ทำให้ไทยแพ้ฟาวล์บนโต๊ะเจรจาหรือไม่ รศ.ดร.อัทธ์ แยกแยะประเด็นสำคัญออกเป็น 2 เรื่องหลัก
1. ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ: ปัจจุบันสหรัฐฯ เผชิญภาวะขาดดุลการค้ากับไทยเป็นมูลค่ามหาศาล และตัวเลขการขาดดุลนี้ยังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา
2. การรุกคืบของทุนจีนและสินค้าจีน: ทั้งสินค้าและทุนจีนหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้อิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนที่มีต่ออาเซียนและไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“ทั้งสองเรื่องนี้มันโยงกลับไปสู่เรื่องของการสวมสิทธิ์ มันปฏิเสธไม่ได้ว่ามีสินค้าจีนทะลักเข้ามาสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทยเยอะมาก แล้วใช้เราเป็นทางผ่านส่งต่อไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อเลี่ยงภาษี”
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างความเสียหายสองด้าน คือ ด้านที่ 1 การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ หดตัวลง กับ ด้านที่ 2 สินค้าจีนระลอกใหม่แห่ทะลักเข้ามาดัมพ์ตลาดในไทยและอาเซียนเพื่อหนีภาษีสหรัฐฯ ทางไหนจะสร้างความเสียหายในระยะยาวต่อภาคการผลิตไทยมากกว่ากัน?
คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศระบุชัดเจนว่า “ฝั่งสินค้าจีนนำเข้าสร้างความเสียหายมากกว่า”
“สินค้าจีนที่นำเข้ามาสร้างความเสียหายในระยะยาวมากกว่าครับ เพราะโครงสร้างการค้าปัจจุบันเราขาดดุลให้กับจีนมากกว่าที่เราได้ดุลจากสหรัฐอเมริกาเสียอีก พอเราขาดดุลการค้ากับจีนสะสมเยอะๆ สิ่งที่ตามมาคือผู้ประกอบการไทยแข่งขันไม่ได้จนต้องปิดกิจการลงไปเรื่อยๆ”
นอกจากนี้ ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ระบบการค้าเสรีในระบบเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงโครงสร้าง “ธุรกิจสีเทา” ข้ามชาติที่เข้ามากระทบต่อห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น
“มันไม่ใช่แค่เรื่องสินค้าดัมพ์ตลาดอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของธุรกิจสีเทาๆ อีกมากมายที่เข้ามาแทรกแซงเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาควบคุมตลาดผลไม้ไทย (ล้งจีน) การกลับมาของทัวร์ศูนย์เหรียญ และอีกหลายภาคธุรกิจ ซึ่งภาพลักษณ์มันดูเทาๆ ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่านี่คือกลุ่มทุนสีเทาเฉพาะกลุ่ม ซึ่งรัฐบาลจีนเองเขาก็กำลังปราบปรามอยู่ ไม่ได้หมายถึงคนจีนทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มทุนเทาที่รัฐบาลจีนไม่เอาด้วย ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องทำงานให้เข้มข้นและจริงจังกว่านี้ในการจัดการกับกลุ่มต่างชาติสีเทาที่เข้ามาทำมาหากินอย่างผิดกฎหมายในประเทศไทย”
เปิด 3 กลยุทธ์แก้เกม: “ยื่นหมูยื่นแมว” สู้ศึกภาษีทรัมป์
ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการเจรจาการค้าต่างประเทศ โดยหันมาใช้กลยุทธ์แบบ “ยื่นหมูยื่นแมว” (Reciprocal Trade) ตามสไตล์ของโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลดแรงปะทะและหาข้อแลกเปลี่ยนที่สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย รศ.ดร.อัทธ์ ได้นำเสนอ 3 แนวทางเร่งด่วนที่ไทยควรนำไปใช้บนโต๊ะเจรจา ดังนี้
ปรับสมดุลการนำเข้าสินค้าพลังงานและเกษตร: ไทยควรพิจารณาปรับเปลี่ยนห่วงโซ่การผลิต โดยหันมาซื้อสินค้าที่ไทยยังขาดแคลนและจำเป็นต้องนำเข้าจากสหรัฐฯ โดยตรง เช่น น้ำมัน และสินค้าเกษตรอย่าง ถั่วเหลือง รวมถึงในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท แทนที่จะพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศอื่นเพียงอย่างเดียว เพื่อลดตัวเลขการได้เปรียบดุลการค้าของไทยลง
ร่วมมือตั้งระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า: รัฐบาลไทยต้องเสนอความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมกับสหรัฐฯ ในการจัดตั้ง “ระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า” ภายในประเทศไทย เพื่อร่วมกันคัดกรอง สกัดกั้น และพิสูจน์ทราบสินค้าที่เข้ามาสวมสิทธิ์อย่างจริงจัง สร้างความโปร่งใสให้สหรัฐฯ มั่นใจว่าสินค้าส่งออกเป็นของไทยแท้
เปิดพื้นที่แพลตฟอร์ม E-commerce คานอำนาจ: ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ในไทยเกือบทั้งหมดถูกครอบครองโดยกลุ่มทุนจีน รัฐบาลไทยควรกระชับความสัมพันธ์เชิงการค้าและลงทุนด้วยการ เปิดประตูให้แพลตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น Amazon เข้ามาขยายตลาดและลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพื่อดึงเม็ดเงินและสร้างสมดุลอำนาจทางเศรษฐกิจดิจิทัล