RATCH
กว่า 25 ปีที่ผ่านมา “โรงไฟฟ้าราชบุรี” ถือเป็นสินทรัพย์หลักและเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของ RATCH Group ในฐานะบริษัทแม่ และยังเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ แต่เมื่อโรงไฟฟ้าพลังความร้อนราชบุรีกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คำถามสำคัญคือโรงไฟฟ้าราชบุรีจะเดินหน้าต่ออย่างไร
“นายจตุพร โสภารักษ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงทิศทางใหม่ของบริษัท เมื่อสิ้นสุดสัญญา PPA ของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 2,170 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จาก “ธุรกิจผลิตไฟฟ้า” ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต และธุรกิจ New S-Curve ที่อาจรองรับทั้ง Data Center พลังงานรูปแบบใหม่ แบตเตอรี่ ไฮโดรเจน และเทคโนโลยี SMR
ปลดล็อกที่ดิน 2,000 ไร่
ปัจจุบันเราถือเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทย เรามีบริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH Group เป็นบริษัทแม่ถือหุ้น 99.99% กระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าราชบุรีทั้งหมดจำหน่ายให้กับ กฟผ.เพียงรายเดียวตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 25 ปี ต้องยอมรับว่าโรงไฟฟ้าราชบุรีกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังความร้อนราชบุรีได้ทยอยหมดสัญญา PPA ไปแล้ว 2 บล็อกตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 และในปีหน้าจะมีอีก 3 บล็อก กำลังการผลิตรวม 2,170 เมกะวัตต์ เหตุการณ์นี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะโรงไฟฟ้าราชบุรีเป็นสินทรัพย์หลักที่อยู่กับบริษัทมายาวนาน แต่เราไม่ได้มองว่าเป็นจุดสิ้นสุด กลับมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่บนพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงมากแห่งหนึ่งของประเทศ โดยเตรียมปลดล็อกที่ดิน 2,000 ไร่ สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมใหม่
สิ่งที่เราได้เปรียบคือ 2,000 ไร่ที่มีระบบสาธารณูปโภคครบถ้วน ภายในพื้นที่มีโรงผลิตน้ำประปา มีอ่างเก็บน้ำดิบความจุกว่า 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตร มีสถานีไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ. ทั้งระดับ 230 กิโลโวลต์ และ 500 กิโลโวลต์ รวมถึงมีระบบท่อก๊าซธรรมชาติของ ปตท.เชื่อมเข้ามาโดยตรง หากมองในมุมของนักลงทุน สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือไฟฟ้าที่มั่นคง น้ำที่เพียงพอ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมใช้งาน ซึ่งเรามีครบทุกอย่าง ดังนั้นโจทย์ของเราจึงไม่ใช่การสร้างสาธารณูปโภคใหม่ แต่เป็นการหาธุรกิจใหม่ที่เหมาะสมเข้ามาต่อยอดจากสินทรัพย์เดิม
เล็งธุรกิจใหม่ Data Center
ธุรกิจใหม่ที่กำลังศึกษาอยู่ก็คงเป็น Data Center เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดในเวลานี้ เพราะทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุค AI และ Cloud Computing วันนี้เรารู้ว่า Data Center ต้องการปัจจัยหลักอยู่ 2 เรื่องคือไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่พื้นที่ราชบุรีมีความพร้อมอยู่แล้ว ปัจจุบันเราเริ่มพูดคุยกับนักลงทุนหลายรายและกำลังศึกษาความเป็นไปได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นนักลงทุนรายใหม่ เราไม่ได้มองโครงการขนาดเล็ก เพราะพื้นที่ของเรามีศักยภาพสูงมาก บางรายต้องการใช้ไฟฟ้าประมาณ 100 เมกะวัตต์ แต่ในทางเทคนิคแล้วพื้นที่ราชบุรีสามารถรองรับโครงการที่ใช้ไฟฟ้าระดับ 500 เมกะวัตต์ หรือแม้แต่ระดับ 1 จิกะวัตต์ได้ นี่เป็นข้อได้เปรียบที่หาได้ยากในประเทศไทยเพราะหลายพื้นที่มีข้อจำกัดทั้งเรื่องไฟฟ้าและแหล่งน้ำ
เผย 3 แนวธุรกิจ New S-Curve
โลกพลังงานกำลังเปลี่ยน เราอยู่ในธุรกิจโรงไฟฟ้ามากว่า 25 ปี RATCH Group สร้างเราขึ้นมาตั้งแต่ปี 2543 และเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปีนั้นเลย และต้องยอมรับว่าโรงไฟฟ้าในรูปแบบเดิมไม่ใช่ธุรกิจใหม่อีกต่อไป ในอดีตการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ถือเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง แต่ปัจจุบันมีผู้เล่นจำนวนมาก ขณะที่เทคโนโลยีใหม่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม ที่ผ่านมาเราเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ของประเทศ แต่วันนี้โลกกำลังเดินไปสู่พลังงานหมุนเวียน การกักเก็บพลังงานและเชื้อเพลิงรูปแบบใหม่ ดังนั้น ราชบุรีฯจำเป็นต้องหาเครื่องยนต์การเติบโตตัวใหม่ควบคู่กับธุรกิจหลัก
สำหรับเทคโนโลยีใหม่ที่บริษัทสนใจ เรื่องแรกคือระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS วันนี้โซลาร์เซลล์มีต้นทุนต่ำลงมาก แต่ข้อจำกัดคือ ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะกลางวัน ดังนั้นแบตเตอรี่จะเป็นหัวใจสำคัญในการเก็บพลังงานไปใช้ในช่วงกลางคืน อีกเรื่องคือไฮโดรเจน ซึ่งหลายประเทศกำลังผลักดันให้เป็นพลังงานสะอาดแห่งอนาคต เราเคยศึกษาแล้ว พบว่าต้นทุนปัจจุบันยังสูง แต่เชื่อว่าในอีก 4-5 ปีข้างหน้าเทคโนโลยีจะพัฒนาและต้นทุนจะลดลง มีความคุ้มค่ามากขึ้น นอกจากนี้เรายังร่วมศึกษากับ กฟผ.เรื่อง Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่หลายประเทศกำลังให้ความสนใจ
การลงทุน New S-Curve นี้ ผมคิดว่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น แต่ต้องเข้าใจว่าธุรกิจเหล่านี้แตกต่างจากโรงไฟฟ้าแบบเดิม เพราะไม่มีรายได้ที่แน่นอนจาก PPA ดังนั้น เราต้องศึกษาความคุ้มค่าการลงทุนอย่างรอบคอบ ในช่วงแรกอาจยังไม่ได้สร้างรายได้ในระดับเดียวกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่หากสามารถขยายธุรกิจต่อเนื่องได้ก็จะกลายเป็นฐานรายได้ใหม่ของบริษัทในอนาคต
มอง ศก.ครึ่งปีหลังทรงตัว
ในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะอยู่ในลักษณะทรงตัวมากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดด ปัจจัยสำคัญยังคงเป็นสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและราคาน้ำมัน ในมุมของธุรกิจพลังงาน เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลโดยตรงต่อการวางแผนลงทุน หากสถานการณ์โลกคลี่คลาย ราคาน้ำมันมีเสถียรภาพมากขึ้นก็อาจช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ในปีหน้า ส่วนโอกาสของลงทุน “เวียดนามยังเป็นตลาดที่น่าสนใจมาก” ราชบุรีฯมีการลงทุนด้านพลังงานในเวียดนามอยู่แล้ว สิ่งที่เห็นชัดคือเศรษฐกิจเวียดนามเติบโตเร็วมาก ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง แต่ยังมีความท้าทายเรื่องเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า หากความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามมีมากขึ้น ก็จะเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนเพิ่มเติมได้อีกมาก
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวลในช่วงครึ่งปีหลัง ผมยังมองว่าเรื่องความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งกำลังแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนทั่วโลก ตอนนี้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับการส่งเสริมอย่างมาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องน้ำและระบบไฟฟ้าในบางพื้นที่ ขณะที่ราชบุรีฯมีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคอยู่แล้ว หากได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างชัดเจน ก็มีศักยภาพที่จะเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลาง Data Center ของประเทศได้
ค่าไฟทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้
ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้ามองประเด็นเรื่อง “ค่าไฟเป็นเรื่องละเอียดอ่อน” เพราะเกี่ยวข้องทั้งประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และผู้ผลิตไฟฟ้า ในมุมของเราสิ่งสำคัญคือ การสร้างสมดุลระหว่างต้นทุน ความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผมเชื่อว่าภาครัฐกำลังพยายามหาทางออกที่เหมาะสม และยังมีอีกหลายมาตรการที่สามารถปรับปรุงได้ทั้งในด้านกฎระเบียบและโครงสร้างต้นทุน