กรมชลประทาน
นํ้ากำลังกลับมาเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง เมื่อสัญญาณเอลนีโญเริ่มกดดันปริมาณฝน ขณะที่ความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศสูงกว่าน้ำต้นทุนที่มีอยู่ราว 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ภารกิจของกรมชลประทานจึงไม่ใช่แค่ “กักน้ำให้พอ” แต่ต้องบริหารตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้รองรับทั้งฤดูฝน ภัยแล้ง และความต้องการของภาคเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และประชาชนไปพร้อมกัน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ติดตามสถานการณ์น้ำและมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจของกรมชลประทาน พร้อมสั่งการให้ดำเนินการเชิงรุกในการบริหารจัดการน้ำ โดยต้องติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันให้ทบทวนเกณฑ์การบริหารอ่างเก็บน้ำ หรือ Rule Curve ให้สอดคล้องกับแนวโน้มเอลนีโญ โดยเร่งเก็บกักน้ำช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุดภายใต้กรอบความปลอดภัยของเขื่อน และสำรองน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอถึงฤดูแล้งปีถัดไป
เป้าพื้นที่ชลประทาน 39 ล้านไร่
นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำและแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำว่า กรมชลประทานตั้งเป้าว่าในปี 2580 ประเทศไทยจะมีพื้นที่ชลประทาน 39 ล้านไร่ จากปัจจุบัน 36 ล้านไร่ และมีปริมาณน้ำชลประทานประมาณ 86,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2445 ถึงปี 2568 หรือประมาณ 123 ปี กรมชลประทานพัฒนาพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 36 ล้านไร่ และมีน้ำชลประทานเกือบ 84,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ช่วงปี 2569-2580 ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีกประมาณ 3 ล้านไร่ และเพิ่มปริมาณน้ำอีกประมาณ 2,400 ล้านลูกบาศก์เมตร จากพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่การเกษตรประมาณ 148 ล้านไร่ หรือ 46% โดยในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นชลประทานประมาณ 60 ล้านไร่ หรือราว 40% ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด
ฝนเฉลี่ยสูงแต่ยังขาดน้ำต้นทุน
ประเทศไทยมีฝนเฉลี่ยประมาณ 1,600 มิลลิเมตรต่อปี ถือว่ามีน้ำค่อนข้างสมบูรณ์เมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยจังหวัดที่มีฝนน้อยที่สุด คือ ประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ 946 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนจังหวัดที่มีฝนมากที่สุด คือ ตราด 4,800 มิลลิเมตรต่อปี อย่างไรก็ตาม ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการเก็บกักและบริหารจัดการน้ำ ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีประมาณ 4,600 แห่ง สามารถเก็บน้ำได้ประมาณ 77,737 ล้านลูกบาศก์เมตร หากรวมระบบชลประทานอื่น ๆ กรมชลประทานมีน้ำประมาณ 83,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
เมื่อมองทั้งประเทศ ทั้งแหล่งน้ำของชลประทานและนอกชลประทาน มีน้ำรวมประมาณ 97,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ศึกษาไว้ อยู่ที่ 147,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับว่ายังมีช่องว่างประมาณ 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 34%

เอลนีโญกดฝนต่ำค่าเฉลี่ย 16%
ประเด็นที่กรมชลประทานจับตาใกล้ชิด คือ เอลนีโญ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 และอาจแรงขึ้นต่อเนื่อง โดยกังวลว่าอาจพัฒนาเป็นซูเปอร์เอลนีโญ และยาวไปถึงปี 2570 ข้อมูลฝนปัจจุบันสะท้อนสัญญาณดังกล่าว โดยปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16% ภาคใต้ฝั่งตะวันตกเป็นพื้นที่เดียวที่มีฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ย 14% ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 43%
ด้านสถานการณ์น้ำ ปริมาณน้ำปี 2569 อยู่ที่ 56% เทียบกับปี 2568 ที่ 57% โดยวันที่ 4 มิถุนายน 2569 มีน้ำน้อยกว่าปี 2568 ประมาณ 169 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่กรมชลประทานยืนยันว่าปริมาณน้ำยังเพียงพอสำหรับการจัดสรรน้ำในฤดูฝนนี้ และมีการวางแผนต่อเนื่องไปถึงปลายปีและฤดูฝนถัดไป เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปี 2569 ยังมีน้ำมากกว่าปี 2568 ประมาณ 52 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ยังอุ่นใจได้ว่าในเขตชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยายังมีน้ำเพียงพอใช้
ยังมั่นใจไม่ขาดแคลนน้ำรุนแรง
กรมชลประทานประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ว่า จะมีปริมาณน้ำเก็บกักประมาณ 74% เทียบกับปี 2568 ที่มีฝนตกมากและมีน้ำอยู่ 88% โดยคาดว่าจะมีน้ำใช้การประมาณ 32,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่แผนการใช้น้ำอยู่ที่ประมาณ 20,500 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับปี 2570 กรมชลประทานใช้สมมติฐานการบริหารความเสี่ยงระดับระมัดระวัง โดยเลือกใช้ค่าคาดการณ์น้ำเข้าเพียง 20% ไม่ใช้ค่าเฉลี่ย 50% หรือ 80% เนื่องจากการพยากรณ์ระบุว่า เอลนีโญอาจยาวถึงปี 2570 แม้คาดว่าจะมีน้ำลดลงประมาณ 8% แต่กรมชลประทานประเมินว่ายังสามารถบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ชลประทานได้โดยไม่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรง
ของบฯ ปี’70 พุ่ง 1.75 แสน ล.
ด้านงบประมาณ กรมชลประทานได้รับงบประมาณย้อนหลังปี 2566-2568 เฉลี่ยประมาณ 80,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนปี 2569 ได้รับงบประมาณ 87,000 ล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีราว 9% โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับงบประมาณสูงสุด 22,000 ล้านบาท หากดำเนินการตามแผน ปี 2569 จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 280,000 ไร่ ทำให้พื้นที่ชลประทานรวมเป็น 36.19 ล้านไร่ และเพิ่มปริมาณน้ำได้อีก 263 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับปี 2570 กรมชลประทานเสนอคำของบประมาณไว้ 175,000 ล้านบาท โดยในส่วนแผนบูรณาการเสนอไป 95,000 ล้านบาท และ กนช. ผ่านให้ 91,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอการพิจารณางบประมาณขั้นสุดท้าย
ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้น้ำเพิ่ม
นอกจากการเพิ่มแหล่งน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน กรมชลประทานยังเสนอให้สร้างจิตสำนึกการใช้น้ำอย่างประหยัดในทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน เกษตรกร นักท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม โดยในภาคประชาชนมีแนวคิดให้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หากประชาชน 70 ล้านคน ประหยัดน้ำได้คนละ 20 ลิตรต่อวัน จะช่วยลดการใช้น้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนภาคเกษตรต้องส่งเสริมการใช้น้ำให้เหมาะสมกับชนิดพืช โดยเฉพาะข้าวและผลไม้ ซึ่งเป็นกลุ่มใช้น้ำสูง
ส่วนภาคท่องเที่ยวก็เป็นอีกกลุ่มที่ต้องจับตา เพราะนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นย่อมเพิ่มการใช้น้ำและน้ำเสีย ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีแนวโน้มลงทุนเพิ่มในภาคตะวันออกจำนวนมาก ต้องมีการประเมินความเพียงพอของน้ำให้รอบด้าน
ชี้หัวใจสำคัญในการบริหารน้ำ
กรมชลประทานเสนอว่า ประเทศไทยควรมีศูนย์ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและระบบคาดการณ์ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อให้ประชาชน ภาครัฐ และทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลจากหลายหน่วยงาน หากมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์และระบบพยากรณ์ที่แม่นยำจะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องรับมือเอลนีโญ หรือเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ขณะเดียวกันกรมชลประทานชี้ว่า เทคโนโลยี เช่น ดาวเทียม ระบบโทรมาตร แบบจำลอง และ AI พยากรณ์ สามารถช่วยบริหารจัดการน้ำได้ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะ “ต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์” ยังเป็นเทคโนโลยีธรรมชาติที่ดีที่สุดในการลดความรุนแรงของทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง
โจทย์น้ำของไทยจากนี้จึงไม่ได้มีเพียงการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ หรือระบบส่งน้ำเพิ่มเท่านั้น แต่ต้องวางระบบบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศให้สอดรับกับภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป ความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว