น้ำต้นทุนพอ แต่ห้ามประมาท สทนช.เร่งรื้อสิ่งกีดขวาง รับฝนหนัก-เอลนีโญ 2570
สถานการณ์น้ำปี 2569 กำลังอยู่ในจังหวะที่ต้องบริหารอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะแม้ประเทศไทยยังมีน้ำต้นทุนจากการกักเก็บในฤดูฝนปี 2568 เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการน้ำในปีนี้ แต่ภาพรวมฝนสะสมล่าสุดยังต่ำกว่าค่าปกติ 10% ขณะเดียวกันหลายพื้นที่กลับเผชิญน้ำท่วมขัง น้ำหลาก และน้ำทะเลหนุนสูงจากฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่
โจทย์น้ำปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการรับมือ “น้ำมาก” หรือ “น้ำน้อย” อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงสองด้านพร้อมกัน คือเร่งระบายน้ำในพื้นที่ท่วมซ้ำซากและจุดที่มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ขณะเดียวกันต้องกักเก็บน้ำต้นทุนให้เพียงพอรองรับเอลนีโญที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าจะทวีความรุนแรงในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 และอาจต่อเนื่องถึงกลางปี 2570
สทนช.กำชับหน่วยงานจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เป็นประธานการประชุมรายงานผลการดำเนินงานตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 โดยมี 14 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรน้ำ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรุงเทพมหานคร กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกรมประชาสัมพันธ์
หน่วยงานต่าง ๆ รายงานผลการดำเนินงานตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปตามแผน อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณฝนสะสมเฉลี่ยต่ำกว่าค่าปกติ 10% ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา แต่หลายพื้นที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมขัง เนื่องจากมีสิ่งกีดขวางทางน้ำและสิ่งก่อสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ
สทนช.จึงกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบงานก่อสร้าง ไม่ให้กีดขวางทางน้ำหรือช่องทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 พร้อมรายงานผลการดำเนินงานให้ สทนช.ทราบอย่างต่อเนื่อง
9 มาตรการรับมือฤดูฝน ตั้งแต่พยากรณ์ถึงติดตามผล
มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเห็นชอบเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 และคณะรัฐมนตรีรับทราบเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ประกอบด้วย 9 มาตรการสำคัญ ครอบคลุมทั้งก่อนฤดูฝนและตลอดช่วงฤดูฝน
มาตรการดังกล่าว ได้แก่ การคาดการณ์ ชี้เป้า และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง การทบทวนและปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำและเขื่อนระบายน้ำ การเตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ โทรมาตร และบุคลากรประจำพื้นที่เสี่ยง
นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบและติดตามความมั่นคงปลอดภัยของคันกั้นน้ำ ทำนบ และพนังกั้นน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย การเร่งพัฒนาและเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำทุกประเภทช่วงปลายฤดูฝน การสร้างการรับรู้ความเสี่ยงและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายเฝ้าระวัง รวมถึงการติดตามประเมินผลและปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ภาพรวมของมาตรการเหล่านี้สะท้อนว่า การบริหารน้ำปีนี้ต้องเริ่มตั้งแต่การเตือนภัย การเตรียมระบบระบายน้ำ ไปจนถึงการเก็บกักน้ำเพื่อรองรับฤดูแล้ง ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะเมื่อเกิดภัยแล้วเท่านั้น
เอลนีโญเสี่ยงแรงกว่าปี 2558
นายไพฑูรย์กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า สภาวะเอลนีโญจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีโอกาสพัฒนาเป็นเอลนีโญกำลังแรงมากในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 และอาจมีความรุนแรงมากกว่าสภาวะเอลนีโญเมื่อปี 2558
สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณตอนบนของประเทศ มีความเสี่ยงเกิดฝนทิ้งช่วงเพิ่มขึ้น ก่อนที่สภาวะเอลนีโญจะเริ่มอ่อนกำลังลง แต่คาดว่าจะยังคงสภาวะดังกล่าวต่อไปจนถึงกลางปี 2570
“แม้ปัจจุบันปริมาณฝนที่ตกน้อยส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำลดลง แต่จากการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ตั้งแต่ช่วงฤดูฝนปี 2568 ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีน้ำต้นทุนเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการน้ำในปีนี้” นายไพฑูรย์กล่าว
ข้อมูลของ สทนช.ระบุว่า เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 17,245 ล้านลูกบาศก์เมตร สูงกว่าปี 2558 ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การเพียง 4,247 ล้านลูกบาศก์เมตร
จากการบูรณาการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ คาดว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 แห่ง จะมีปริมาณน้ำใช้การ 12,105 ล้านลูกบาศก์เมตร
มีน้ำพอ แต่พื้นที่นอกชลประทานต้องไม่เสี่ยงปลูกเกินแผน
นายไพฑูรย์กล่าวว่า แม้ภาพรวมน้ำต้นทุนจะเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการน้ำในปีนี้ แต่สภาวะเอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 จึงยังต้องเตรียมพร้อมอย่างไม่ประมาท โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน
สทนช.ขอให้เกษตรกรติดตามข้อมูลข่าวสาร และเพาะปลูกตามแผนที่หน่วยงานภาครัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิต รวมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดน้ำและใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า
รองเลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า สทนช.จะบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการน้ำรองรับสภาพอากาศที่แปรปรวน และช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนในทุกพื้นที่ให้ได้มากที่สุด
น้ำทั่วประเทศ 44,740 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 55%
รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 07.00 น. ระบุว่า ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 44,740 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 55% ของความจุเก็บกักทั้งหมด ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การอยู่ที่ 20,621 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 36%
เมื่อแยกตามภูมิภาค ภาคเหนือมีปริมาณน้ำ 14,332 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 52% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,254 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 44% ภาคกลาง 510 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 27% ภาคตะวันออก 1,312 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 41% ภาคตะวันตก 18,674 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 66% และภาคใต้ 4,658 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 61%
สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ 7,098 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 53% เขื่อนสิริกิติ์ 4,973 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 52% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 218 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 23% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 104 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 12%
ฝนหนักหลายพื้นที่ 29 ก.ค.-1 ส.ค.
รายงานของ สทนช.ระบุว่า ประเทศไทยบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคใต้มีฝนตกหนักบางพื้นที่
ปริมาณฝนสูงสุดรายภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดพะเยา 142 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุบลราชธานี 173 มิลลิเมตร ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร 51 มิลลิเมตร ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี 31 มิลลิเมตร ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก 39 มิลลิเมตร และภาคใต้ จังหวัดระนอง 106 มิลลิเมตร
ช่วงวันที่ 29 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยมีแนวโน้มฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง-น้ำป่า-ดินโคลนถล่ม
สทนช.ประกาศเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักช่วงวันที่ 27-31 กรกฎาคม 2569 โดยขอให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำเนื่องจากระบายไม่ทัน รวมถึงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำล้นตลิ่ง
จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา พิษณุโลก เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ยโสธร อุดรธานี อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาญจนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต และสงขลา
นอกจากนี้ ช่วงวันที่ 28 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2569 ต้องเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา แม่กลอง และท่าจีน ซึ่งอาจทำให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ชุมชนนอกคันกั้นน้ำ และบางเส้นทางสัญจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดบริเวณชายฝั่งใกล้เคียง
จับตาตราด-จันทบุรี เสี่ยงน้ำหลาก 28 ก.ค.-1 ส.ค.
สทนช.ระบุเพิ่มเติมว่า ช่วงวันที่ 28 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2569 ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้น
จึงขอให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำ รวมถึงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนสะสม โดยเฉพาะจังหวัดตราด บริเวณอำเภอบ่อไร่ เขาสมิง คลองใหญ่ และเมืองตราด และจังหวัดจันทบุรี บริเวณอำเภอเขาคิชฌกูฏ ขลุง สอยดาว โป่งน้ำร้อน และเมืองจันทบุรี
บททดสอบน้ำปี 2569 ต้องระบายให้ทัน-เก็บให้พอ
ภาพรวมสถานการณ์น้ำปี 2569 จึงเป็นบททดสอบการบริหารน้ำที่ซับซ้อนกว่าปกติ เพราะตัวเลขฝนสะสมยังต่ำกว่าค่าปกติ แต่ฝนหนักเฉพาะพื้นที่ยังสร้างความเสี่ยงน้ำหลาก น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม ขณะที่เอลนีโญปลายปีอาจทำให้พื้นที่ตอนบนของประเทศเสี่ยงฝนทิ้งช่วงเพิ่มขึ้น
มาตรการสำคัญจากนี้คือการเร่งจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในเขตเมืองและพื้นที่เสี่ยง ควบคู่กับการกักเก็บน้ำต้นทุนในแหล่งน้ำและเขื่อนหลักให้เพียงพอรองรับฤดูแล้งและผลกระทบจากเอลนีโญ
โจทย์ของ สทนช.และหน่วยงานน้ำจึงไม่ใช่เพียง “กันน้ำท่วม” หรือ “กันแล้ง” แต่คือการรักษาสมดุลน้ำทั้งระบบในปีที่สภาพอากาศแปรปรวนสูง โดยต้องทำให้การระบายน้ำไม่ช้าเกินไป และการเก็บน้ำไม่พลาดจังหวะสำคัญของฤดูฝน


