กมธ.อุตฯ ลุย ซินเคอหยวน ดัน มอก.ใหม่คุมคุณภาพ
กรรมาธิการอุตฯ ร่วมผสมโรง ผลักดันร่าง มอก.เหล็กเส้นฉบับใหม่ คุมเข้มโรงงานเตา IF ปรับปรุงมาตรฐาน สุ่มตรวจถี่ยิบตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงหน้าร้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค ชี้กรณีซินเคอหยวนเป็นจุดเริ่มต้นให้ต้องทบทวนระบบกำกับดูแลอุตฯ เหล็กทั้งหมด
นายศุภโชค ศรีสุขขจร สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามกรณีบริษัท ซินเคอหยวน สตีล จำกัด ว่า คณะกรรมาธิการเตรียมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นฉบับใหม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและอุดช่องโหว่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ประเด็นสำคัญของร่าง มอก.ใหม่ คือ การเพิ่มความเข้มงวดต่อโรงงานที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเตาอินดักชั่น หรือ IF (Induction Furnace) โดยกำหนดให้ต้องมีระบบปรุงคุณภาพเหล็กหรือโรงปรุงเหล็ก เพื่อควบคุมองค์ประกอบทางเคมีและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานมากขึ้น
“การกลับมาเปิดดำเนินกิจการของซินเคอหยวน กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ภาครัฐทบทวนระบบกำกับดูแลอุตสาหกรรมเหล็กทั้งประเทศ เพราะเราห่วงความปลอดภัยของผู้บริโภค”
ล่าสุดคณะกรรมาธิการได้เชิญกรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เข้าชี้แจงเกี่ยวกับการกำกับดูแลโรงงานเหล็กและแนวทางยกระดับมาตรฐานการผลิตในอนาคต แม้กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะยืนยันว่าบริษัท ซินเคอหยวนสตีล ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตและผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว โดยมีการสุ่มตรวจเหล็กกว่า 41,635 เส้น แต่คณะกรรมาธิการเห็นว่าปัญหาที่สำคัญกว่าคือ การยกระดับมาตรฐานของทั้งอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว ดังนั้น สัปดาห์หน้าคณะกรรมาธิการจะหารือรายละเอียดเกี่ยวกับร่าง มอก.เหล็กเส้นฉบับใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการปิดช่องโหว่ของมาตรฐานเดิม
นอกจากการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตแล้ว ภาครัฐยังเตรียมยกระดับมาตรการตรวจสอบตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเหล็ก ตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต กระบวนการหลอม การรีดเหล็ก ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป คลังสินค้า ไปจนถึงร้านค้าวัสดุก่อสร้างที่จำหน่ายเหล็กให้กับผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ขยายขอบเขตการตรวจสอบไปยังโรงงานผลิตเหล็กระบบ IF ทุกแห่งทั่วประเทศกว่า 40 โรง ไม่ใช่เฉพาะกรณีของซินเคอหยวน สตีล โดยมีเป้าหมายสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งอุตสาหกรรม และลดข้อกังวลเรื่องคุณภาพเหล็กที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของงานก่อสร้าง
ทั้งนี้ หากมาตรฐานฉบับใหม่มีผลบังคับใช้จะส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิตเพิ่มเติม โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้เตา IF ซึ่งอาจต้องติดตั้งระบบปรุงคุณภาพเหล็กและเพิ่มมาตรการควบคุมภายในโรงงาน อย่างไรก็ตามภาครัฐเชื่อว่าการยกระดับมาตรฐานดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเหล็กไทยในระยะยาว และเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กให้มีคุณภาพทัดเทียมมาตรฐานสากลในอนาคต