เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

กรมทรัพย์สินฯ ชี้เทรนด์สิทธิบัตรยานยนต์อัจฉริยะ โอกาสไทยขึ้นฮับอาเซียน

19 มิ.ย. 2569 | 13:20น.

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดบทวิเคราะห์สิทธิบัตร “ยานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะ” พบทั่วโลกยื่นจดกว่า 5 ล้านกลุ่มสิทธิบัตรในรอบ 20 ปี จีนครองอันดับ 1 กว่า 1 ล้านฉบับ ตามด้วยสหรัฐกว่า 8.7 แสนฉบับ ขณะที่ไทยช่วง 5 ปีมีคำขอสิทธิบัตร-อนุสิทธิบัตรกว่า 4,000 คำขอ สะท้อนบทบาท “ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี” พร้อมโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีคมนาคมและโลจิสติกส์อัจฉริยะของอาเซียน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยบทวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตร “เทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะ” หรือ Vehicle Innovation & Smart Logistics ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์แบบดั้งเดิม ไปสู่ระบบการเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านการยื่นจดสิทธิบัตรทั่วโลกกว่า 5 ล้านกลุ่มสิทธิบัตรในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โดยนวัตกรรมกลุ่มนี้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศ หรือ Ecosystem การขนส่งที่ยั่งยืน ปลอดภัย และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสีเขียวมากขึ้น

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน พบว่าเทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะเติบโตต่อเนื่อง โดยมีจุดพีกในช่วงปี 2561-2564 จากแรงหนุนของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก

อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ผลิตรถยนต์อีกต่อไป แต่เกิดการหลอมรวมทางเทคโนโลยี หรือ Technology Convergence และนวัตกรรมเชิงระบบ ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานสะอาด และดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน

เมื่อพิจารณาเชิงภูมิศาสตร์ ประเทศจีนครองอันดับ 1 ด้านนวัตกรรมในกลุ่มนี้ ด้วยจำนวนสิทธิบัตรมากกว่า 1 ล้านฉบับ โดยมีบทบาทโดดเด่นในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่

ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับ 2 มีสิทธิบัตรกว่า 870,000 ฉบับ และมีความได้เปรียบในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลีใต้ยังมีบทบาทสำคัญในด้านวิศวกรรมยานยนต์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และแบตเตอรี่

ในมิติของบริษัทผู้นำนวัตกรรมระดับโลก พบว่า Toyota Jidosha KK จากญี่ปุ่นครองอันดับ 1 ด้วยจำนวนสิทธิบัตรกว่า 22,000 ฉบับ ตามด้วย Qualcomm จากสหรัฐ และ Bosch จากเยอรมนี

เทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะ หรือ Smart Logistics & IT ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มี 82,830 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นประมาณ 45.4% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้

กลุ่มดังกล่าวทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบการค้าโลก แม้ปัจจุบันอยู่ในระยะอิ่มตัวและเติบโตช้า แต่ยังมีเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น หุ่นยนต์และโดรนขนส่งอัตโนมัติ ระบบดิจิทัลทวินสำหรับห่วงโซ่อุปทาน ท่าเรืออัจฉริยะที่ใช้ AI และเครนอัตโนมัติ รวมถึงระบบติดตามห่วงโซ่ความเย็นด้วยบล็อกเชน โดยผู้เล่นหลัก ได้แก่ Siemens AG, IBM และ Microsoft Corporation

กลุ่มที่สอง คือ ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ หรือ Electric Vehicle & Battery มีจำนวน 58,243 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นประมาณ 31.9% ของสิทธิบัตรทั้งหมด เน้นการพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตต ระบบชาร์จเร็ว ระบบจ่ายพลังงานจากยานยนต์กลับสู่โครงข่ายไฟฟ้า และระบบชาร์จไร้สายแบบเหนี่ยวนำที่ฝังในพื้นถนน

จีนเป็นผู้นำชัดเจนในกลุ่มนี้ สะท้อนจากนโยบาย New Energy Vehicle ที่ส่งเสริมการลงทุนและวิจัยเทคโนโลยีแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 โดยผู้เล่นหลัก ได้แก่ LG Energy Solution, BYD Company และ Murata Manufacturing

กลุ่มที่สาม คือ ระบบบริหารยานพาหนะและการวางแผนเส้นทาง หรือ Fleet Management & Route Optimization มีจำนวน 25,842 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นประมาณ 14.2% ของสิทธิบัตรทั้งหมด โดยมีอัตราการเติบโตของสิทธิบัตรสม่ำเสมอราว 12.6% ต่อปี จากการใช้ AI และข้อมูล หรือ Data-driven ในการวางแผนเส้นทางและบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์

ผู้เล่นหลักในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมประกันภัย เช่น State Farm และ Allstate สะท้อนมูลค่าของการใช้ข้อมูลในการบริหารความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

กลุ่มที่สี่ คือ ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือ Smart Vehicle & Autonomous แม้มีขนาดเล็กที่สุดที่ 15,535 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นประมาณ 8.5% ของสิทธิบัตรทั้งหมด แต่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดแบบก้าวกระโดดถึง 38.2% ต่อปี

แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ การขับขี่อัตโนมัติภายใต้พื้นที่และเงื่อนไขการใช้งานที่กำหนด ระบบสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวผ่านเครือข่าย 5G การหลอมรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ด้วย AI และ Edge AI สำหรับการวางแผนเส้นทางแบบเรียลไทม์ โดยสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ ครองสัดส่วน 38.8% ของสิทธิบัตรกลุ่มนี้ รองลงมาคือจีน และมีผู้เล่นหลักอย่าง LG Electronics, Qualcomm, Ford Global Tech, Waymo ในเครือ Alphabet และ Intel

นางอรมนกล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ขยายไปสู่การแข่งขันเชิงระบบระหว่างบริษัทเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีการหลอมรวมเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ขณะเดียวกัน โครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์ของนวัตกรรมสะท้อนการแบ่งขั้วชัดเจนระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา รวมถึงภูมิภาคต่าง ๆ ที่มีบทบาทแตกต่างกันในระบบนวัตกรรม ทำให้องค์กรต้องปรับตัวจากการเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะด้าน ไปสู่การเป็นผู้สร้างระบบและ Ecosystem ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายชั้นเข้าด้วยกัน

สำหรับประเทศไทย กรมทรัพย์สินทางปัญญาประเมินว่าไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี” หรือ Technology Integrator ที่โดดเด่นในการต่อยอดนวัตกรรมให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมท้องถิ่น โดยเฉพาะในกลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะและการอนุรักษ์พลังงาน

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หรือปี 2564-2569 มีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรเทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะในประเทศไทยรวมกว่า 4,000 คำขอ

กลุ่มเทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะมีคำขอสูงสุด 2,499 คำขอ แบ่งเป็นสิทธิบัตร 2,305 คำขอ โดยผู้ยื่นไทยมีสัดส่วน 3.47% และต่างชาติ 96.53% ส่วนอนุสิทธิบัตรมี 194 คำขอ โดยผู้ยื่นไทยมีสัดส่วน 88.66% และต่างชาติ 11.34%

ผู้ยื่นคำขอในกลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะ 3 อันดับแรก ได้แก่ Qualcomm จากสหรัฐอเมริกา 640 คำขอ, Vivo Mobile จากจีน 216 คำขอ และ Nokia จากฟินแลนด์ 162 คำขอ

รองลงมาคือกลุ่มเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ มี 1,754 คำขอ แบ่งเป็นสิทธิบัตร 1,505 คำขอ โดยผู้ยื่นไทยมีสัดส่วน 7.04% และต่างชาติ 92.96% ส่วนอนุสิทธิบัตรมี 249 คำขอ โดยผู้ยื่นไทยมีสัดส่วน 65.06% และต่างชาติ 34.94%

ผู้ยื่นคำขอในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ 3 อันดับแรก ได้แก่ Toyota จากญี่ปุ่น 124 คำขอ, Contemporary Amperex จากฮ่องกง และ Limited จากจีน 91 คำขอเท่ากัน และ Isuzu Motors จากญี่ปุ่น 82 คำขอ

สถิติดังกล่าวสะท้อนว่าผู้ยื่นคำขอชาวไทยมีบทบาทในลักษณะผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยมีจุดแข็งในการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาต่อยอดให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในประเทศ ผ่านการยื่นขออนุสิทธิบัตรในสาขาต่าง ๆ เช่น การดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่ง

ขณะเดียวกัน ข้อมูลยังชี้ว่าประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นฐานสำคัญของการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการขนส่งและพลังงานสะอาดในภูมิภาค แม้เทคโนโลยีหลักส่วนใหญ่ยังเป็นของบริษัทต่างชาติ แต่การเพิ่มขึ้นของคำขออนุสิทธิบัตรจากผู้ยื่นไทยถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของการเรียนรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับโอกาสของไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีการคมนาคมและโลจิสติกส์อัจฉริยะของอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งภายในภูมิภาค การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และการส่งเสริมระบบนิเวศด้านยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

นางอรมนกล่าวว่า หากไทยสามารถพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศนวัตกรรมให้สอดรับกับทิศทางเทคโนโลยีโลกได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และยกระดับบทบาทของประเทศในห่วงโซ่คุณค่าด้านการขนส่งและพลังงานสะอาดของภูมิภาคในระยะยาว

บทวิเคราะห์สิทธิบัตรครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนทิศทางการแข่งขันด้านเทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะของโลก แต่ยังเป็นสัญญาณให้ไทยเร่งวางยุทธศาสตร์การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือยกระดับอุตสาหกรรม เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และระบบขนส่งแห่งอนาคต