เลิกขายถูก พาณิชย์ปั้น ‘ข้าวพรีเมียม’ ดันราคาพุ่งสูงสุด 3 เท่า
สนค.เร่งปรับโครงสร้างการค้าข้าวไทยครั้งใหญ่ หวังพ้นกับดักการผลิตเชิงปริมาณ เดินหน้าผลักดัน “ข้าวมูลค่าสูง” 3 กลุ่ม ได้แก่ ข้าวรักษ์โลก ข้าวเรื่องราว และข้าวสุขภาพ รับเทรนด์ผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมชี้ข้าวพรีเมียมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าข้าวทั่วไปถึง 3 เท่า เตรียมใช้ Big Data และ AI วางแผนการผลิตเชื่อมโยงตลาด เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ดำเนินโครงการศึกษาแนวทางการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อปรับโครงสร้างการค้าข้าวไทยให้สอดรับนโยบาย “ข้าวประณีต” ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านจาก “การขายปริมาณ” ไปสู่ “การขายคุณค่า” โดยผลการศึกษาพบว่า ข้าวมูลค่าสูงสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปถึง 1.5-3 เท่า ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า
ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าว 74.7 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 43.3% ของพื้นที่เกษตรทั้งประเทศ ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน แต่การปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านไร่ในปี 2564 เป็น 13 ล้านไร่ในปี 2568 สวนทางกับระดับราคา สะท้อนว่าการแข่งขันด้วยปริมาณเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรได้อีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ สนค.จึงผลักดันแนวคิด “ตลาดนำการผลิต” (Demand-Driven) โดยแบ่งข้าวมูลค่าสูงออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ข้าวรักษ์โลก เช่น ข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวยั่งยืน และข้าวอินทรีย์ รองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า ข้าวเรื่องราว เช่น ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และข้าวพันธุ์พื้นเมือง ที่สร้างมูลค่าจากอัตลักษณ์และแหล่งกำเนิด และ ข้าวสุขภาพ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสีนิล ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ และข้าวเสริมโภชนาการ ที่ตอบโจทย์กระแสผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพ
ผลการศึกษายังพบว่า ข้าวอินทรีย์สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป 1.5-3 เท่า ขณะที่ข้าว GI มีราคาสูงกว่า 1.5-3.4 เท่า และข้าวสีหรือข้าวเพื่อสุขภาพมีราคาสูงกว่า 1.2-3 เท่า นอกจากนี้ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ยังพิสูจน์ว่าเทคนิค นาเปียกสลับแห้ง สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 17% และเพิ่มผลผลิตได้ 6%
สำหรับทิศทางตลาดโลก สนค.ประเมินว่า ความต้องการข้าวมูลค่าสูงยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยตลาดข้าวอินทรีย์มีมูลค่า 7,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2577 ส่วนตลาดข้าวหอมมีแนวโน้มเติบโตจาก 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 20,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2577 ขณะที่ตลาดข้าวเพื่อสุขภาพยังได้รับแรงหนุนจากสังคมผู้สูงอายุและความนิยมอาหารเพื่อสุขภาพในเอเชีย
นายนันทพงษ์กล่าวว่า สนค.ยังร่วมมือกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) พัฒนาระบบข้อมูลกลางผ่าน Big Data และ AI รวมถึงแบบจำลอง Prism Model (Precision Rice Intelligence for Strategy & Market Model) เพื่อคาดการณ์ผลผลิต วิเคราะห์อุปสงค์ตลาดโลก และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ทั้งนี้ สนค.เตรียมศึกษาตลาดข้าวพรีเมียมในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและนครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ควบคู่กับการจัดงาน THAILAND RICE ROADSHOW 2026 ในเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนจัดสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบายในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เพื่อผลักดันมาตรการยกระดับรายได้เกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม