ฉวยโอกาสวิกฤตกุ้งมาเลย์ ของบฯ 5.5 พันล้าน ฟื้นอุตฯทั้งระบบ
การระงับนำเข้ากุ้งไทยของมาเลเซียกำลังเปลี่ยนจากปัญหาการค้าชายแดนไปสู่บททดสอบสำคัญของโครงสร้างอุตสาหกรรมกุ้งไทย หลังตลาดส่งออกชะลอตัวเดือนละ 400-500 ตัน กดราคากุ้งหน้าฟาร์มลดลง 5-10 บาทต่อกิโลกรัม และทำให้ผลผลิตจากภาคใต้ซึ่งเป็นฐานการผลิตกว่า 70% ต้องไหลกลับเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ แม้การหารือระดับผู้นำและรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศจะส่งสัญญาณเชิงบวก พร้อมวางกรอบแก้ปัญหาร่วมกันภายใน 30 วัน แต่ภาคเอกชนเตือนว่า หากฝ่ายไทยไม่เร่งตั้งคณะทำงานและกำหนดกติกาด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยทางชีวภาพให้ชัดเจนภายใน 10-15 วัน วิกฤตอาจยืดเยื้อและสร้างความเสียหายแตะ 2,000 ล้านบาท ขณะที่ภาครัฐเร่งอัดงบฯ 25 ล้านบาทดูดซับผลผลิต ควบคู่กับการผลักดันแผนฟื้นอุตสาหกรรมกุ้ง 5,537 ล้านบาท เพื่อเพิ่มผลผลิตเป็น 450,000 ตันภายใน 5 ปี
ถกไทย-มาเลย์มีสัญญาณบวก
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดี ทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจร่วมกันในการแก้ไขปัญหาและผลักดันการเปิดตลาดสินค้า โดยมาเลเซียเสนอแนวคิดจัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับภาคธุรกิจในลักษณะใกล้เคียงกับคณะกรรมการร่วมของไทย เพื่อให้การประสานงานระหว่างสองประเทศมีความคล่องตัวขึ้น สำหรับการแก้ปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ระหว่างถอดรายละเอียดผลการเจรจาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเอกสารยังอยู่ในขั้นตอนแปลและตรวจสอบจากภาษาอังกฤษ ขั้นตอนสำคัญหลังจากนี้คือ การรอความพร้อมของฝ่ายมาเลเซียในการกำหนดช่วงเวลาสำหรับตรวจรับรองโรงงานและสถานประกอบการของไทย โดยการตรวจจะมุ่งเน้นสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกปลากะพง ซึ่งเป็นประเด็นที่มาเลเซียหยิบยกขึ้นมาหารือ กระทรวงเกษตรฯ จะต้องจัดตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจร่วมกับฝ่ายมาเลเซีย พร้อมประสานกรมประมงจัดทำรายละเอียดด้านเทคนิคทั้งหมด ขณะมาเลเซียได้แจ้งเหตุผลของการระงับนำเข้ากุ้งไทยอย่างเป็นทางการแล้วว่า เกี่ยวข้องกับมาตรการด้านสุขอนามัย หรือ Sanitary และมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity ต่างจากช่วงแรกที่ยังไม่ได้ระบุเหตุผลชัดเจน ทำให้การดำเนินงานระยะต่อไปมีกรอบที่ชัดเจนขึ้น

เตือนอุดหนุนราคาเสี่ยง CVD
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องในมาเลเซียระบุว่า ฝ่ายมาเลเซียพร้อมตั้งคณะทำงานร่วม และต้องการเริ่มหารือภายใน 10-15 วัน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์นำเข้าปลากะพงและกุ้งร่วมกัน ไทยจึงควรเร่งดำเนินการ ไม่ควรรอจนครบกำหนด 30 วันแล้วจึงเริ่มกระบวนการเจรจา
“หัวใจของการเจรจาอยู่ที่การกำหนดกติการ่วมกันระหว่างกรมประมงของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะมาตรการตรวจสอบสารตกค้างในปลากะพงและกุ้ง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าสินค้าทั้งสองฝ่ายจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด”
สำหรับข้อเสนอให้รัฐบาลชดเชยราคากุ้ง 20 บาทต่อกิโลกรัม นายเอกพจน์กล่าวว่า เป็นข้อเรียกร้องของเกษตรกรบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ แต่สมาคมกุ้งไทยมีความกังวลว่าการอุดหนุนราคาอาจถูกมองว่าเป็นการอุดหนุนการส่งออก หรือ Subsidy และนำไปสู่มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) จากประเทศคู่ค้าในอนาคต
“วันนี้หลายประเทศ เช่น เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม กำลังเผชิญประเด็นเรื่องการอุดหนุนสินค้า เพราะฉะนั้นไทยต้องระมัดระวัง หากจะมีมาตรการช่วยเหลือก็ต้องไม่กระทบต่อสถานะการแข่งขันของประเทศ”
แนวทางที่เหมาะสมกว่า คือ การเร่งผลักดัน “แผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ พ.ศ. 2569-2573” ซึ่งสมาคมกุ้งไทยและภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลพิจารณาใช้งบประมาณ 5,537 ล้านบาท ครอบคลุม 11 มาตรการ 38 กิจกรรม ตั้งเป้าเพิ่มผลผลิตกุ้งของประเทศจาก 250,000 ตัน เป็น 450,000 ตันภายใน 5 ปี และลดต้นทุนการผลิตไม่น้อยกว่า 15% ผ่านการพัฒนาพ่อแม่พันธุ์กุ้ง การยกระดับการจัดการฟาร์ม การใช้อาหารกุ้งอย่างเหมาะสม การป้องกันโรค การพัฒนาระบบเฝ้าระวังความปลอดภัย การยกระดับห่วงโซ่ความเย็น การสร้างแบรนด์ การขยายช่องทางตลาด การพัฒนาฐานข้อมูล การวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือ
ใช้วิกฤตมาเลย์ปฏิรูปกุ้งทั้งระบบ
ในระยะสั้นโจทย์เร่งด่วนคือ การตั้งคณะทำงานเจรจาร่วมกับมาเลเซียควบคู่กับการเร่งตั้งคณะกรรมการนโยบายกุ้ง หรือ “บอร์ดกุ้ง” ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน บอร์ดกุ้งจะเป็นกลไกสำคัญในการพิจารณามาตรการช่วยเหลือทั้งระบบ รวมถึงการขับเคลื่อนแผนวาระแห่งชาติกุ้งทะเล พ.ศ. 2569-2573 ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
“วันนี้สิ่งที่ต้องเร่งทำไม่ใช่เพียงแก้ปัญหากับมาเลเซีย แต่ต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบ เพื่อให้กลับมาแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงครั้งเดียว”
วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน แต่หากกระบวนการเจรจาล่าช้าผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงราคากุ้งหน้าฟาร์ม หากอาจลุกลามไปตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม และทำให้ไทยสูญเสียพื้นที่ในตลาดกุ้งโลกมากขึ้น
ห่วงยืดเยื้อเสียหายแตะ 2 พันล้าน
ผลกระทบจากการปิดตลาดมาเลเซียเริ่มส่งผ่านเข้าสู่เกษตรกรและห่วงโซ่การผลิตอย่างชัดเจน โดยข้อมูลการส่งออกผ่านด่านอยู่ที่ 300-400 ตันต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 10 ตัน แต่ภาคเอกชนประเมินว่าปริมาณการค้าจริงควรอยู่ในระดับไม่น้อยกว่า 40 ตันต่อวัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อตลอดทั้งปีความเสียหายอาจอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท
ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า มาเลเซียเป็นตลาดสำคัญของกุ้งไทย การระงับนำเข้าส่งผลให้ปริมาณส่งออกได้รับผลกระทบ 400-500 ตันต่อเดือน และเริ่มกระทบต่อการระบายผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันภาคใต้มีสัดส่วนการผลิตกุ้งประมาณ 70% ของผลผลิตทั้งประเทศ โดยกุ้ง 60-70% เข้าสู่โรงงานแปรรูปเพื่อส่งออก ส่วนอีก 30% จำหน่ายในประเทศและส่งออกไปมาเลเซีย เมื่อการส่งออกชะลอตัว กุ้งบางส่วนจึงต้องย้อนกลับมาระบายในตลาดภายในประเทศ และสร้างแรงกดดันต่อราคา ราคากุ้งหน้าฟาร์มเฉลี่ยปรับลดลง 5-10 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับขนาด
งบฯ คชก. 25 ล้านดูดซับผลผลิต
เพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้นกรมการค้าภายในได้รับงบประมาณจากคณะกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน (คชก.) วงเงิน 25 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการเชื่อมโยงรับซื้อกุ้งจากแหล่งผลิตในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 เพื่อดูดซับผลผลิตออกจากตลาดและพยุงราคาหน้าฟาร์ม โดยกรมยังประสานผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ Modern Trade ให้เพิ่มการรับซื้อกุ้งจากพื้นที่ผลิต พร้อมจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคกุ้งอย่างต่อเนื่องถึงเดือนกันยายน เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายและเพิ่มการบริโภคในประเทศ