เปิดฉาก Thailand Content Market 2026 ปลุกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4.3 หมื่นล้านเหรียญ
หลายปีมานี้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติมากขึ้น และเป็นที่ยอมรับถึงศักยภาพและความโดดเด่นในการสร้างสรรค์ ทำให้ภาครัฐ หน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาส่งเสริมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโตไปสู่ระดับสากล และผลักดันเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต
มีข้อมูลว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีมูลค่ามากถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือกว่า 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และสร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อีกทั้งมีบุคลากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เกือบ 1 ล้านคน เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
จากการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปัจจุบัน กลายเป็นโอกาสของ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในการจัดงาน Thailand Content Market 2026 งานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติ ซึ่งปีนี้เป็นการจัดงานปีแรก ระหว่างวันที่ 20–22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1–2 ชั้น G และชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท

แพลตฟอร์มรวมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน เกม และดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย กำลังได้รับความสนใจและเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก ขณะเดียวกันประเทศไทยยังได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านคอนเทนต์แนว Boys’ Love (BL) และ Girls’ Love (GL) ซึ่งเป็นตลาดคอนเทนต์ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สะท้อนให้เห็นศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทยในการพัฒนาและผลิตผลงาน ที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมหลากหลายกลุ่มทั่วโลก รัฐบาลไทยเล็งเห็นโอกาสและการเติบโตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย จึงผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) รวมถึงพันธมิตรภาคเอกชน ได้ร่วมกันจัดงาน Thailand Content Market ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อรวบรวมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ ดิจิทัลคอนเทนต์ แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ อาร์ตทอย วิชวลเอฟเฟกต์ งานโพสต์โปรดักชัน และธุรกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องไว้ภายใต้เวทีเดียวกัน

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า งาน Thailand Content Market 2026 มุ่งผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน โปรโมทคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก และแสดงศักยภาพของไทยในการก้าวเป็น ศูนย์กลางด้านคอนเทนต์ (Content Hub) ของเอเชีย และนำมรดกทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ
โดยมีผู้ซื้อระดับนานาชาติกว่า 300 ราย ที่เดินทางมาจาก 28 ประเทศทั่วโลก ผู้จัดแสดงผลงาน (Exhibitors) กว่า 350 ราย ทั้งจากในประเทศไทยและต่างประเทศ และมีการจัดตั้งศาลาแสดงงาน (Pavilions) จากต่างประเทศ เช่น จีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของทั่วโลกที่มีต่อศักยภาพอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทย
ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญที่ออกแบบมาเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ เวทีเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ Bangkok International Digital Content Festival (BIDC) และBangkok International Content Market (BICM) การเจรจาจับคู่ธุรกิจ การนำเสนอแผนธุรกิจและผลงานสร้างสรรค์ หรือ Pitching ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ได้นำเสนอผลงานต่อนักลงทุน ผู้ซื้อ และพันธมิตรธุรกิจระดับนานาชาติโดยตรง โดยในขณะนี้มีการยืนยันนัดหมายเจรจาการค้าแล้วกว่า 2,000 ครั้ง

คอนเทนต์ไทย ในสายตาต่างชาติ
นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะก้าวเป็นศูนย์กลางคอนเทนต์ระดับภูมิภาค (Regional Content Hub) อย่างมาก ทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จึงร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) และสมาคมต่าง ๆ จัดงานเพื่อเป็นศูนย์กลางให้ผู้ที่อยู่ใน 12 อุตสาหกรรมคอนเทนต์ เช่น ครีเอเตอร์ ธุรกิจสตรีมมิ่ง เกม ซีรีส์ คาแรคเตอร์ และอาร์ตทอย ได้มาทำงานร่วมกัน (Collaborate)
ขณะที่มุมมองของชาวต่างชาติต่ออุตสาหกรรมคอนเทนต์ของไทย นายพรวิช กล่าวว่า ชาวต่างชาติชื่นชมและมีความต้องการคอนเทนต์ไทยสูงมาก เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เช่น หนังผีที่มีความน่ากลัวเฉพาะตัว หนังตลกที่โดดเด่น หรือคาแรคเตอร์อาร์ตทอยที่มีความน่ารักผสมผสานความเป็นไทย
จากความสำเร็จของคอนเทนต์และการผสมผสานทั้งความบันเทิง วัฒนธรรม และวิชาการได้อย่างพอดี ทำให้ปัจจุบันถือเป็นยุคของคลื่นลูกใหม่หรือ “T-Wave” ที่กำลังเติบโตและได้รับความนิยมในตลาดโลกตามหลัง J-Pop และ K-Wave
ขณะที่นายอิศรา เปี่ยมพงศ์สานต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนากลยุทธ์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์
สำนักอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ CEA เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันคอนเทนต์จากเอเชีย โดยเฉพาะจากประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากจากทั้งภาครัฐและเอกชนต่างชาติ ส่วนคอนเทนต์เฉพาะทางของไทย เช่น ซีรีส์วาย (BL) และซีรีส์ยูริ (GL) ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับ 1 ของโลก
นอกจากนี้ ภาพยนตร์และซีรีส์ปกติของไทยก็ได้รับความสนใจมากขึ้นเช่นกัน โดยทำรายได้ (Box Office) ได้ดี มีการซื้อขายในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และหลายเรื่องได้รับความนิยมในระดับโลก (Global)
‘เทคโนโลยี’ โอกาสสร้างการเติบโต
นายพรวิช กล่าวว่า ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีแต่โอกาส และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ปัจจัยสำคัญคือ เทคโนโลยี ที่เข้ามาเป็นสื่อกลางพาคอนเทนต์ไทยไปได้ไกลและเร็วขึ้น เช่น ระบบสตรีมมิ่ง แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ รวมถึงการนำ AI มาใช้เพื่อช่วยสร้างสรรค์และผลิตคอนเทนต์ให้รวดเร็ว น่าสนใจ และบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น
ภาครัฐเริ่มทำงานในภาพเดียวกัน
ด้านนายอิศรา ระบุว่า ในอดีตช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนมักสะท้อนปัญหาว่าหน่วยงานภาครัฐทำงานไม่สอดคล้องกัน ต่างคนต่างทำ และทำงานซ้ำซ้อนกัน แต่ปัจจุบันทิศทางนี้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ได้จับมือกันทำงานในภาพเดียวกันอย่างชัดเจนเพื่อจัดการตลาดซื้อขายคอนเทนต์ (Content Market)
การรวมพลังในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติและผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางคอนเทนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขยายสู่ระดับเอเชียในอนาคต รวมถึงมีแผนที่จะจัดงาน Thailand Content Market อย่างต่อเนื่องในปีถัด ๆ ไปโดยจะดึงหน่วยงานรัฐอื่น ๆ เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์เพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้ การจัดงานตลาดซื้อขายคอนเทนต์ในครั้งนี้ มีการตั้งเป้ามูลค่าการซื้อขายไว้ที่อย่างน้อย 800 ล้านบาท ซึ่งพบว่าได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาด โดยมีผู้สนใจชาวต่างชาติที่รับรู้ข่าวสารผ่านสื่อและตัดสินใจบินเข้ามาดูงานด้วยตนเอง มากกว่าจำนวนที่ทางกรมฯ และ CEA เชิญไว้ถึง 2-3 เท่า

แผนอนาคต ผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย
นายพรวิช กล่าวว่า การเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยได้มาพบกับผู้ซื้อ (Buyer) จากต่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จมาก และภาครัฐได้เตรียมร่วมมือกับพาร์ทเนอร์และภาคเอกชนเพื่อขยายเครือข่ายพันธมิตรให้กว้างและใหญ่ขึ้นไปอีก
ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจติดต่อขอเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยหลายรายพลาดโอกาสในปีนี้และรอที่จะมาร่วมในปีหน้า ทำให้คาดการณ์ได้เลยว่างานในปีหน้าจะยิ่งใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจกว่าปีนี้อย่างแน่นอน
ขณะที่นายอิศรา ระบุว่า สำนักงานฯ ยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากร โดยทำโครงการ “CEA Content Lab” ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 ซึ่งโครงการดังกล่าว มุ่งพัฒนาคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน เพื่อสร้างโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานระดับสากลเข้าสู่ตลาด
