สงครามสหรัฐ-อิหร่านดันน้ำมันพุ่ง ดีเซลตลาดโลกทะยานกว่า 23 เหรียญ จับตาฮอร์มุซปิดยาว
ราคาน้ำมันตลาดโลกในสัปดาห์วันที่ 20-24 กรกฎาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกประเภท หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านขยายวงจากเป้าหมายทางทหารไปสู่โครงสร้างพื้นฐานพลเรือนและระบบพลังงาน ขณะที่อิหร่านประกาศระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอยู่ที่ 85.06 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 9.76 เหรียญ ส่วนดีเซลพุ่งขึ้นแรง 23.57 เหรียญ มาอยู่ที่ 145.14 เหรียญต่อบาร์เรล
รายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมันระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยรายสัปดาห์ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยน้ำมันดิบเบรนท์ หรือ ICE Brent อยู่ที่ 85.06 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 9.76 เหรียญ น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส หรือ NYMEX WTI อยู่ที่ 79.70 เหรียญ เพิ่มขึ้น 8.50 เหรียญ และน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 77.50 เหรียญ เพิ่มขึ้น 9.35 เหรียญ
ด้านราคาน้ำมันสำเร็จรูป เบนซินออกเทน 95 เฉลี่ยอยู่ที่ 108.42 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 10.58 เหรียญ ขณะที่น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นสูงสุด 23.57 เหรียญ มาอยู่ที่ 145.14 เหรียญต่อบาร์เรล สะท้อนแรงกดดันด้านอุปทานและความกังวลต่อเส้นทางขนส่งพลังงานในตะวันออกกลาง
ปัจจัยหลักมาจากการยกระดับสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยสหรัฐฯ ขยายการโจมตีไปยังสะพาน สถานีรถไฟ สนามบิน และท่าเรือของอิหร่าน รวมถึงหน่วยผลิตน้ำจืด Bonji ในเมือง Jask ซึ่งคิดเป็นประมาณ 0.6% ของกำลังผลิตน้ำจืดจากทะเลทั้งหมดของอิหร่าน ตลอดจนพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Darkhovin ในจังหวัด Khuzestan
ขณะเดียวกัน อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน จอร์แดน อิรัก และคูเวต โดยคูเวตได้รับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานเด่นชัดที่สุด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางฐานทัพและระบบโลจิสติกส์ของสหรัฐฯ การโจมตียังลุกลามไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของบริษัทน้ำมันแห่งชาติคูเวต โรงไฟฟ้า และโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 นายในจอร์แดน และอีก 1 นายในอิรัก ขณะที่อิหร่านประกาศระงับบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านแล้ว
นอกจากนี้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC ประกาศระงับการเดินเรือทั้งหมดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงดำเนินปฏิบัติการทางทหาร ส่งผลให้อุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางมีแนวโน้มลดลง แม้ในช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม 2569 ซาอุดีอาระเบีย คูเวต อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก จะส่งออกน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวมกันอยู่ที่ 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
ทั้งนี้ Platts รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 มีเรือเพียง 13 ลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนข้อจำกัดด้านการเดินเรือและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการขนส่งน้ำมันออกจากภูมิภาค
อีกด้านหนึ่ง สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทาน โดยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 บริษัท Caspian Pipeline Consortium ระงับการสูบถ่ายน้ำมันจากท่อ CPC ซึ่งมีกำลัง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปยังท่าส่งออกในเมือง Novorossiysk ริมทะเลดำของรัสเซีย หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันขนาด Suezmax จำนวน 2 ลำ ขณะรับน้ำมันจากทุ่นเทียบเรือกลางทะเลหมายเลข 1 และ 3
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้บาดเจ็บ ไม่มีน้ำมันรั่ว และไม่พบความเสียหายต่อทุ่นเทียบเรือ รวมถึงยังไม่มีแหล่งผลิตน้ำมันในคาซัคสถานหยุดดำเนินการ ปัจจุบันท่อ CPC ส่งมอบน้ำมันดิบอยู่ที่ 1.48 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 80% ของการส่งออกน้ำมันดิบทั้งหมดของคาซัคสถาน
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์วันที่ 27-31 กรกฎาคม 2569 ตลาดยังต้องจับตาสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด หากการระงับการเดินเรือยืดเยื้อหรือการโจมตีขยายไปยังโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันเพิ่มเติม จะเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานและทำให้ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปยังทรงตัวในระดับสูง