ม.301 สหรัฐบีบประมงไทย “กุ้ง” เสี่ยงเสียเปรียบราคา กรมประมงชี้ “ทูน่า” ยังแกร่ง
กรมประมงประเมินผลมาตรา 301 สหรัฐ เก็บภาษีไทยเพิ่ม 12.5% ชี้โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การดูแลแรงงานบังคับภายในไทย แต่เป็นกลไกควบคุมสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่เสี่ยงใช้แรงงานบังคับ วิเคราะห์ “ทูน่าไทย” ยังรักษาความสามารถแข่งขัน หลังครองส่วนแบ่งตลาดสหรัฐ 29.73% ขณะที่ “กุ้ง” เผชิญแรงกดดันหนัก คู่แข่งเอกวาดอร์-อินโดนีเซียเสียภาษีเพียง 10% เร่งปรับโครงสร้างต้นทุน พร้อมเดิน 5 มาตรการยกระดับระบบแรงงานและห่วงโซ่อุปทานประมงไทย
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยถึงผลกระทบจากกรณีผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ปี ค.ศ. 1974 ในประเด็นการกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยถูกเรียกเก็บอากรนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 12.5%
ผลการไต่สวนดังกล่าวครอบคลุม 60 เขตเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของสหรัฐ โดยสหรัฐมองว่า การไม่กำหนดหรือไม่บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่สมเหตุสมผลและสร้างภาระต่อการค้าของสหรัฐ
สำหรับประเทศไทย อธิบดีกรมประมงระบุว่า ประเด็นสำคัญที่สหรัฐมีข้อห่วงใยไม่ได้อยู่ที่การดูแลปัญหาแรงงานบังคับภายในประเทศไทย แต่เป็นกรณีที่ไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่มีการใช้แรงงานบังคับ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างการนำเข้าสินค้าประมงของสหรัฐ พบว่า 96% เป็นการนำเข้าจากกลุ่มประเทศที่ถูกไต่สวนทั้ง 60 ประเทศ และมีเพียง 4% ที่นำเข้าจากประเทศซึ่งไม่ถูกไต่สวน ทำให้ประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดสินค้าประมงสหรัฐต่างได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน
สหรัฐแบ่งอัตราภาษีนำเข้าเพิ่มเติมออกเป็น 2 กลุ่ม คือ อัตรา 10% สำหรับประเทศที่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับแล้ว หรือมีข้อผูกพันภายใต้ความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreements on Reciprocal Trade) จำนวน 16 ประเทศ เช่น แคนาดา เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย เม็กซิโก และสหราชอาณาจักร
ส่วนอีก 46 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5%
“ทูน่าไทย” ครองตลาดสหรัฐ 29.73%
กรมประมงได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อสินค้าประมงส่งออกสำคัญของไทย 2 รายการ คือ ปลาทูน่าและกุ้ง ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนถึง 76% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าประมงไทยไปยังสหรัฐ
สำหรับ “ปลาทูน่า” ไทยยังเป็นผู้ส่งออกไปตลาดสหรัฐอันดับ 1 มีส่วนแบ่ง 29.73% ของมูลค่าการนำเข้าทูน่าทั้งหมดของสหรัฐ คิดเป็นมูลค่า 574 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้ไทยต้องเสียภาษีเพิ่มเติม 12.5% สูงกว่าคู่แข่งอย่างเอกวาดอร์และอินโดนีเซีย ซึ่งถูกเรียกเก็บ 10% แต่กรมประมงประเมินว่า ส่วนต่างภาษียังไม่สูงมาก ประกอบกับอุตสาหกรรมแปรรูปทูน่าของไทยมีความเข้มแข็ง และมีห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพสูง จึงคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรง และผู้ประกอบการไทยยังมีศักยภาพปรับตัวเพื่อรักษาฐานส่วนแบ่งตลาดสหรัฐไว้ได้
“กุ้งไทย” เจอโจทย์หนัก คู่แข่งภาษีต่ำกว่า
สถานการณ์แตกต่างกันสำหรับ “กุ้ง” ซึ่งกรมประมงประเมินว่าเป็นสินค้าที่เผชิญความท้าทายด้านการแข่งขันมากกว่า โดยปัจจุบันไทยมีส่วนแบ่งในตลาดกุ้งสหรัฐเพียง 4.53% คิดเป็นมูลค่า 302 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่คู่แข่งรายสำคัญมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่าไทยมาก โดยอินเดียครองส่วนแบ่ง 36.15% เอกวาดอร์ 25.59% และอินโดนีเซีย 14.69%
การที่ไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% ขณะที่เอกวาดอร์และอินโดนีเซียเสียภาษีเพียง 10% จึงอาจทำให้กุ้งไทยเสียเปรียบด้านราคา โดยเฉพาะเมื่อเอกวาดอร์มีปริมาณผลผลิตกุ้งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีต้นทุนต่ำกว่า ขณะที่ผู้บริโภคในสหรัฐมีแนวโน้มตัดสินใจซื้อโดยพิจารณาระดับราคาเป็นสำคัญ
กรมประมงจึงมองว่า ภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งทำงานร่วมกันในการปรับโครงสร้างต้นทุนการผลิต และยกระดับมูลค่าสินค้ากุ้งไทย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐ
เร่งอุดช่องโหว่สินค้านำเข้าเสี่ยง “แรงงานบังคับ”
นางฐิติพรกล่าวว่า เพื่อรับมือสถานการณ์และป้องกันไม่ให้ประเด็นแรงงานกลายเป็นอุปสรรคทางการค้าในอนาคต กรมประมงกำลังเดินหน้ามาตรการเชิงรุก 5 ด้าน โดยประเด็นแรกคือ การกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าสัตว์น้ำเพื่อป้องกันแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นประเด็นที่สหรัฐมีข้อห่วงใยต่อไทยโดยตรง
กรมประมงเห็นชอบกับข้อเสนอของกระทรวงแรงงานในการจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ (มบร.) เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงจากการใช้แรงงานบังคับ
มาตรการที่สอง คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อขอถอดถอนสินค้าประมงไทยออกจากบัญชีแรงงาน TVPRA/EO List โดยกรมประมงได้แต่งตั้งคณะทำงานวิเคราะห์รายงาน Supply Chain Study on Forced Labor in the Fishing Industry in Thailand ของกระทรวงแรงงานสหรัฐ (USDOL) เพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงการดำเนินงาน พร้อมรวบรวมข้อเท็จจริงและสถิติของไทยสำหรับใช้อ้างอิงในการยื่นขอถอดถอนรายการสินค้าประมงไทยออกจากบัญชีสินค้าที่มีการใช้แรงงานบังคับ
เข้ม Seabook-PIPO คุมแรงงานถึงกลางทะเล
มาตรการที่สาม คือ การยกระดับระบบขึ้นทะเบียนและคุ้มครองแรงงานภาคประมงผ่านหนังสือคนประจำเรือ หรือ Seabook โดยกำหนดเงื่อนไขให้แรงงานมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี การทำสัญญาจ้างมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมเป็นพยาน มีการสแกนและจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) ตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพ รวมถึงจ่ายค่าจ้างผ่านบัญชีธนาคารในอัตราไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย
มาตรการที่สี่ คือ การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจเฝ้าระวังเรือประมงทั้งหน้าท่าและกลางทะเล ผ่านศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก (PIPO) 30 ศูนย์ และจุดตรวจส่วนหน้า (FIP) อีก 19 จุดทั่วประเทศ ใช้เจ้าหน้าที่ชุดสหวิชาชีพ 85 ชุด พร้อมล่าม ตรวจสอบทั้งเอกสาร สวัสดิการ สภาพความเป็นอยู่ และสัมภาษณ์แรงงานเพื่อคัดแยกเบาะแสการละเมิดแรงงาน
พร้อมกันนั้น ยังบูรณาการเรือตรวจการประมงขนาด 60-70 ฟุต ออกตรวจและปราบปรามกลางทะเลร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง
ส่วนมาตรการที่ห้า คือ การสื่อสารตลอดห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain Communication ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ผู้นำเข้าวัตถุดิบ ผู้รวบรวม โรงงานแปรรูป จนถึงผู้ส่งออก เพื่อให้ทุกฝ่ายรับทราบมาตรการและแนวปฏิบัติ และปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน
“การยกระดับมาตรการด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นระเบียบการค้าใหม่ของโลกยุคปัจจุบัน ผลการไต่สวนตามมาตรา 301 ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าแม้แต่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป หรือออสเตรเลีย ก็ยังถูกสหรัฐประเมินว่าต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย”
กรมประมงจะใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมประมงไทยทั้งระบบ ให้มีความโปร่งใส ยั่งยืน และเป็นธรรมต่อแรงงาน เพื่อรักษาการยอมรับสินค้าประมงไทยในตลาดสากล และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว.