ยกระดับมาตรฐานเหล็ก รื้อ มอก.24 เพิ่มความปลอดภัย
สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ยังคงเดินหน้าทบทวน มอก.24-2559 เพราะต้องการยกระดับการผลิตเหล็กตั้งแต่ต้นนํ้าถึงปลายนํ้า ที่ต้องมีการควบคุมเรื่องการเพิ่มชั้นคุณภาพ ขนาดเหล็ก การทดสอบ ระบบตรวจสอบ ขณะที่ “กรรมวิธีผลิต” กลายเป็นข้อถกเถียงกันในเวทีรับฟังความคิดเห็น โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ที่มีขึ้นเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อประเด็นดังกล่าวได้หยิบเอาเรื่องการใช้เตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ Induction Furnace (IF) ที่ยังมีความเห็นว่าควรคงสิ่งนี้เอาไว้ในการผลิตเหล็กแท่งเพื่อนำไปรีดเป็นเหล็กข้ออ้อย ขณะที่อีกแนวทางเสนอให้จำกัดกรรมวิธีผลิตวัตถุดิบไว้ให้เฉพาะเตาเบสิกออกซิเจน (BOF) และเตาอาร์กไฟฟ้า (EF) เท่านั้น ความเห็นต่างทำให้การทบทวน มอก.24 ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของอุตสาหกรรมเหล็ก แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนการลงทุนของผู้ประกอบการ โครงสร้างการแข่งขัน ความปลอดภัยของผู้บริโภค และทิศทางอุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะยาว

คุมตั้งแต่เศษเหล็กถึงน้ำเหล็ก
นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ชี้ให้เห็นว่า การทบทวนมาตรฐานครั้งนี้อยู่บนแนวคิด Quality Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ เป้าหมายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การออกใบรับรองว่าเหล็กหนึ่งลอต “ผ่านหรือไม่ผ่าน” แต่ต้องการสร้างระบบที่สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐาน การเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การทดสอบ ไปจนถึงการตรวจสอบสินค้าในตลาด เหตุผลสำคัญของการทบทวน มอก.24-2559 คือมาตรฐานฉบับปัจจุบันมีอายุเกิน 5 ปีแล้ว ขณะที่มาตรฐานอ้างอิงจากต่างประเทศมีการปรับปรุง โดยเฉพาะมาตรฐาน JIS ของญี่ปุ่น
สาระของร่าง มอก.24 ฉบับใหม่มีการปรับปรุงในหลายมิติ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การเพิ่มชั้นคุณภาพจากเดิม 3 ชั้นเป็น 10 ชั้น เพื่อรองรับเหล็กกำลังสูงและการใช้งานที่มีความหลากหลายมากขึ้น ด้านขนาดก็เพิ่มจาก 12 ขนาดเป็น 13 ขนาด โดยเพิ่มขนาดถึง DB50 รวมถึงเพิ่มชนิดเหล็กที่รองรับคุณสมบัติด้านความล้า ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับโครงสร้างที่ต้องรับแรงซ้ำต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังปรับข้อกำหนดด้านสมบัติทางกล โดยจากเดิมที่กำหนดค่าความต้านแรงดึงเป็นค่าขั้นต่ำ จะเปลี่ยนมาเป็นการกำหนดช่วงของค่าความต้านแรงดึง เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตมุ่งเพียงการทำให้เหล็กมีค่าความแข็งแรงสูงที่สุด แต่ต้องอยู่ในช่วงที่เหมาะสมกับการออกแบบและการใช้งานจริง ขณะเดียวกันยังมีการปรับปรุงเครื่องหมายแสดงผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจนขึ้น เพื่อช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่สะท้อนว่า ร่างมาตรฐานใหม่ต้องการยกระดับจากการตรวจปลายทาง คือการเพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและวัตถุดิบอย่างละเอียด โรงงานจะต้องมีระบบหลอม การเป่าออกซิเจน และเตาปรุง รวมถึงมีระบบควบคุมคุณภาพวัตถุดิบโดยเฉพาะเศษเหล็กและเหล็กแท่ง ซึ่งต้องตรวจสอบความเสี่ยงด้านสารกัมมันตรังสี ขณะเดียวกันจะควบคุมส่วนประกอบทางเคมีของเศษเหล็กและเหล็กแท่งอย่างเข้มงวดมากขึ้น นั่นหมายความว่าการยกระดับมาตรฐานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเตารีดหรือปลายสายการผลิต แต่กำลังขยับเข้าไปควบคุมตั้งแต่คุณภาพวัตถุดิบ กระบวนการหลอม การปรุงน้ำเหล็ก การควบคุมองค์ประกอบทางเคมี ไปจนถึงโครงสร้างจุลภาคของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
IF-EF เสียงแตกปมกรรมวิธีผลิต
อีกประเด็นที่ยังไม่มีข้อยุติ คือ เรื่องกรรมวิธีการผลิต ตัวแทนจากกลุ่ม IF ได้ให้ความเห็นไว้ดังนี้ หลักการเดิมของร่างมาตรฐานคือ ไม่ควรจำกัดเทคโนโลยีการผลิต โดยยึดแนวคิดว่ามาตรฐานควรกำหนดเป็น Minimum Requirement หรือข้อกำหนดขั้นต่ำ และให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปและผลการทดสอบเป็นหลัก แนวคิดนี้มองว่าหากผู้ผลิตสามารถผลิตเหล็กให้ผ่านข้อกำหนดด้านคุณสมบัติทางกล องค์ประกอบทางเคมี โครงสร้างจุลภาค และการทดสอบต่าง ๆ ได้ ก็ไม่ควรจำกัดว่าต้องใช้เทคโนโลยีใด แต่ กมอ.กลับมีข้อสังเกตให้กลับมาทบทวนเรื่องนี้ โดยเสนอให้จำกัดกรรมวิธีผลิตวัตถุดิบสำหรับเหล็กข้ออ้อยไว้เฉพาะ BOF และ EF พร้อมให้พิจารณาผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างรอบด้าน
ล่าสุด ในการประชุมคณะอนุกรรมการวิชาการ 84/1 วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ยังยืนยันแนวทางเดิมว่า ไม่ควรจำกัดกรรมวิธีการผลิต เพราะเห็นว่าการกำหนดเกณฑ์คุณภาพและการทดสอบสามารถใช้เป็นเครื่องมือประกันคุณภาพเหล็กได้ แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะ กว.สาขาที่ 84 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ผลออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ โดยเสียงส่วนใหญ่ “เห็นควรจำกัดกรรมวิธีการผลิตไว้ที่ BOF และ EF” ขณะที่ 6 เสียงเห็นด้วยกับการไม่จำกัดกรรมวิธี นี่จึงเป็นจุดตัดสินใจสำคัญว่า มอก.24 ฉบับใหม่จะเลือกแนวทาง Technology Neutral หรือกำหนดเทคโนโลยีที่ยอมรับได้อย่างชัดเจน
อรรถวิชช์ชงใช้ภาษีเยียวยา IF
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเคยทำหน้าที่ประธานตรวจสอบกรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ที่มองว่า มอก.24-2559 ซึ่งใช้มาประมาณ 10 ปี มีปัญหาในทางปฏิบัติและจำเป็นต้องปรับปรุง โดยการออกแบบมาตรฐานที่สามารถควบคุมกระบวนการตั้งแต่ต้นทางจึงอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการตรวจเฉพาะผลิตภัณฑ์ปลายทาง สำหรับการใช้ IF ในเหล็กข้ออ้อยควรนำกลับมาพิจารณาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเหล็กที่นำไปใช้กับโครงสร้างหลัก ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอของคุณภาพและกระบวนการผลิต
ข้อเสนอที่จะช่วยผู้ประกอบการ IF ที่ว่า หากมาตรฐานใหม่ทำให้ผู้ประกอบการ IF ต้องลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรหรือปรับเทคโนโลยี รัฐควรใช้ “มาตรการด้านภาษีหรือสิทธิประโยชน์” เข้ามาช่วยลดภาระ แต่สิ่งที่ไม่ควรทำคือการนำมาตรการเยียวยามาเป็นเหตุผลในการเลื่อนการบังคับใช้มาตรฐานออกไปอีก 2-3 ปี
โยน กมอ.เคาะทิศทาง มอก.24
จากนี้ สมอ.เตรียมนำผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการและคณะ กว.สาขาที่ 84 เสนอต่อ คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) 18 สิงหาคม 2569 เพื่อรับทราบและพิจารณาวินิจฉัย จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และขั้นตอนประกาศใช้มาตรฐานฉบับใหม่ สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือ มาตรฐานเหล็กเส้นต้องถูกยกระดับให้เป็น “มาตรฐานแห่งชาติ” ที่สร้างความปลอดภัยแก่ประชาชน และในเวลาเดียวกันต้องไม่ทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “จะใช้ IFได้หรือไม่ได้” แต่คือ การออกแบบระบบมาตรฐานที่สามารถตอบคำถามใหญ่กว่าได้ว่า ประเทศไทยจะสร้างระบบคุณภาพเหล็กที่ตรวจสอบได้จริงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างไร