ส่งออกฝ่าด่านภาษีสหรัฐลุ้นปี’70 กระจายตลาดหวังโตต่อ
ทิศทางส่งออกไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญจากนโยบายการค้าของสหรัฐ ซึ่งแม้การหารือความตกลง ART จะช่วยลดความไม่แน่นอนลง แต่รายละเอียดสำคัญทั้งอัตราภาษีสุดท้าย รายการสินค้ายกเว้น กฎถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงเงื่อนไขแรงงานบังคับยังต้องรอข้อสรุป ขณะที่ภาคเอกชนมองว่าความเสี่ยงจากเดิมที่ “คาดการณ์ไม่ได้” เริ่มเปลี่ยนเป็นความเสี่ยงที่สามารถบริหารจัดการได้ ด้านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศประเมินว่า แม้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญทั้งสงครามและมาตรการภาษีของสหรัฐ แต่การส่งออกยังขยายตัว โดย 7 เดือนแรกปี 2569 โตประมาณ 18% พร้อมเดินหน้ากระจายตลาดใหม่และเพิ่มเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการรับมือความผันผวนในปี 2570
ART บวกแต่ยังไม่จบ
ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลการหารือ ART ระหว่างไทยกับสหรัฐถือเป็นสัญญาณบวก โดยสหรัฐส่งสัญญาณว่าไทยจะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีที่เป็นธรรมและแข่งขันได้ ทั้งนี้ “คลายกังวลได้มากในเชิงทิศทาง แต่ยังคลายได้เพียงระดับหนึ่งในเชิงกฎหมาย” เนื่องจากยังไม่มีข้อความ ความตกลงฉบับสมบูรณ์ ตารางพิกัดสินค้า และประกาศสหรัฐที่มีผลต่อการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นทางการ

สำหรับมาตรา 301 กรณีแรงงานบังคับ ปัจจุบันไทยอยู่ที่ 12.5% ขณะที่บางประเทศที่มีกฎหมายหรือข้อผูกพันด้านแรงงานบังคับอยู่ที่ 10% หาก ART ฉบับสุดท้ายของไทยได้รับการยอมรับ มีโอกาสลดภาระลง 2.5 เปอร์เซ็นต์สำหรับสินค้าที่ยังไม่ได้รับยกเว้น แต่ไม่ได้หมายความว่าภาษีจะลดเหลือศูนย์ ส่วนการไต่สวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ ทำให้คำยืนยันเรื่องอัตราภาษีที่เป็นธรรมยังไม่ใช่หลักประกันทางกฎหมาย แต่ความเสี่ยงได้ลดจาก “ความเสี่ยงที่คาดการณ์ไม่ได้” มาเป็น “ความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้”
เป้าแรก “อย่าเสียเปรียบคู่แข่ง”
กลุ่มสินค้าที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยางและยางรถยนต์ เครื่องจักร รวมถึงสินค้าประมาณ 28% ของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐที่ยังไม่ได้รับยกเว้นมาตรา 301 อีกกลุ่มคือ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ สินค้าทางการแพทย์ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้ามูลค่าเพิ่ม หากได้รับการบรรจุในบัญชียกเว้นเพิ่มเติม จะช่วยรักษาความสามารถของไทยในห่วงโซ่อุปทานสหรัฐ เมื่อเทียบในอาเซียน ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์อยู่ที่ 12.5% ในชั้นภาษีกรณีแรงงาน ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชาอยู่ที่ 10% หากไทยลดลงมาอยู่ที่ 10% ได้ จะช่วยให้กลับมาแข่งขันใกล้เคียงมาเลเซียและอินโดนีเซียมากขึ้น
“อานิสงส์สำคัญที่สุดของ ART ในระยะแรกอาจไม่ใช่การทำให้ไทยได้เปรียบทุกประเทศ แต่คือการป้องกันไม่ให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่ง”
ผู้ส่งออกต้องรับกติกาเข้มขึ้น
ดร.วิศิษฐ์กล่าวว่า ยังต้องรอความชัดเจนทั้งเรื่องอัตราภาษีจริง รายการสินค้ายกเว้น กฎถิ่นกำเนิด เงื่อนไขแรงงานบังคับ และข้อผูกพันในการเปิดตลาด ขณะเดียวกันผู้ส่งออกต้องเตรียมระบบ Traceability ให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ผู้ผลิต กระบวนการแปรรูป ไปจนถึงสถานะแรงงานของคู่ค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากจีนหรือประเทศที่สาม ซึ่งต้องพิสูจน์ว่าเกิดการแปรรูปอย่างมีสาระสำคัญในไทย ภาคเอกชนยังเสนอให้รัฐบาลผลักดันหลักไม่เรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน มีกลไกทบทวนอัตราและขอยกเว้นสินค้า รวมถึงจัดตั้ง One Stop Service เพื่อช่วยผู้ส่งออกด้านกฎถิ่นกำเนิด แรงงาน และระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะ SMEs
ชี้ส่งออกไทยก้าวข้าม “สหรัฐ”
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความกังวลมากที่สุดต่อการส่งออกไทยคือ การประกาศขึ้นภาษีของสหรัฐ เนื่องจากมีความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะสร้างผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างมาก อย่างไรก็ตาม แม้เผชิญความผันผวนหลายด้าน การส่งออกไทยยังสามารถขยายตัวได้ โดยปี 2568 เติบโตประมาณ 13% ขณะที่ในปี 2569 กรมประเมินว่ามีโอกาสเติบโตในระดับ 2 หลักเช่นเดียวกัน โดยช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 มูลค่าส่งออกอยู่ที่ประมาณ 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ 18% สินค้าสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนยังอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ขณะที่กรมยังเดินหน้าสนับสนุนกลุ่มอื่น เช่นอัญมณีและเครื่องประดับ ผลไม้ อาหาร และอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ
“เลิกกังวล” ปัจจัยคุมไม่ได้
สำหรับความเสี่ยงจากสหรัฐและปัจจัยต่างประเทศในช่วงโค้งสุดท้ายปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า นางสาวสุนันทากล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ กลับมาบริหารปัจจัยที่ผู้ประกอบการสามารถควบคุมเอง
“ถ้าถามว่ากังวลไหม ตอนนี้เลิกกังวลแล้ว เพราะเรื่องพวกนี้เป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คือตัวเรา”
สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องติดตาม Trend ของโลกให้ทัน รักษาคุณภาพสินค้า และทบทวนการแข่งขันด้วยราคา เพราะผู้ผลิตทั่วโลกมีจำนวนมาก และไทยอาจไม่สามารถแข่งขัน โดยอาศัยราคาเพียงอย่างเดียว แนวทางต้องขยับไปสู่การยกระดับสินค้าและรักษาคุณภาพ รวมถึงนำจุดแข็งของผู้ประกอบการไทยออกไปทำตลาดมากขึ้น
นางสาวสุนันทาระบุว่า แม้ที่ผ่านมาไทยเผชิญทั้งมาตรการของสหรัฐ สงคราม และความขัดแย้งในหลายพื้นที่ แต่สิ่งที่ภาครัฐและเอกชนต้องทำคือร่วมมือกันมากขึ้น สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศต้องทำงานหนักขึ้นในการนำข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มและเหตุการณ์ในแต่ละตลาดกลับมาให้ผู้ประกอบการอย่างรวดเร็วและชัดเจน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์
“ถ้านโยบายของสหรัฐมาแบบนี้ เราก็เจอมาแล้ว สงครามก็เจอมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ ร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน และทำให้ผู้ประกอบการได้รับข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น”
แนะผู้ประกอบการลุย OEM
ส่วนยุทธศาสตร์ปี 2570 จะเพิ่มน้ำหนักการเจาะตลาดใหม่และตลาดรอง ทั้งแอฟริกา อเมริกาใต้ เอเชียใต้ รวมถึงเมืองรองในจีน ขณะที่การทำตลาดในอินเดียจะขยายลงไปสู่รัฐต่าง ๆ เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้กรมจะปรับรูปแบบการทำงานให้รวดเร็วขึ้น ใช้เครื่องมือดิจิทัลมากขึ้น และเพิ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพราะการขยายตลาดในภาวะที่การค้าโลกมีความไม่แน่นอนสูง ไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพังได้
นอกจากนี้จะมีงานใหม่ เช่น การผลักดัน Private Label หรือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ หรือ Retailer ต่างประเทศ ซึ่งกรมมองว่าเป็นอีกช่องทางเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้าน OEM อยู่แล้ว ขณะเดียวกันจะขยายงานด้านเกม คอนเทนต์ Wellness และสินค้าใหม่ ๆ ตลอดจนเดินหน้าตลาดอาหาร ซึ่งกรมมองว่ายังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตสูงในปีหน้า
สำหรับสินค้าอาหาร นางสาวสุนันทาประเมินว่ายังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง จากการตอบรับในงานแสดงสินค้าและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศ จึงมีแผนเพิ่มทั้งจำนวนสินค้า ความหลากหลาย และเจาะตลาดให้ลึกขึ้น ดังนั้นทิศทางส่งออกไทยในปี 2570 จะไม่ได้อยู่บนสมมติฐานว่าความเสี่ยงจากสหรัฐ หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศจะหมดไป แต่เป็นการปรับตัวให้อยู่กับความไม่แน่นอน ผ่านการรักษาคุณภาพสินค้า ลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา กระจายตลาด เพิ่มช่องทางใหม่ และทำให้ข้อมูลจากตลาดต่างประเทศส่งถึงผู้ประกอบการได้เร็วขึ้น เพื่อรักษาแรงส่งของการส่งออกต่อเนื่องจากปี 2569