เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (29 ต.ค. 69) ปรับลง 400 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (29 ต.ค. 69) ปรับลง 400 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,200 บาท
GC-SCGC ดีลปิโตรเคมีใหญ่สุดในไทย ดันธุรกิจโพลิโอเลฟินส์ติด TOP 10 โลก
Economic GC-SCGC ดีลปิโตรเคมีใหญ่สุดในไทย ดันธุรกิจโพลิโอเลฟินส์ติด TOP 10 โลก
ส.ผู้เลี้ยงสุกร ขอบคุณ ‘กรมปศุสัตว์-ศุลกากร-CIB’ เข้มปราบหมูเถื่อน หลังพบลักลอบรอบใหม่
Economic ส.ผู้เลี้ยงสุกร ขอบคุณ ‘กรมปศุสัตว์-ศุลกากร-CIB’ เข้มปราบหมูเถื่อน หลังพบลักลอบรอบใหม่
ธนาคารกรุงเทพ มั่นใจสินเชื่อปีนี้โตตามเป้า 2-3% แรงหนุนธุรกิจใหญ่
Finance ธนาคารกรุงเทพ มั่นใจสินเชื่อปีนี้โตตามเป้า 2-3% แรงหนุนธุรกิจใหญ่
หอการค้าจังหวัดเลยชงแผนพัฒนาเมือง ดันกระเช้าภูกระดึง-เชื่อมการค้าจีน
Economic หอการค้าจังหวัดเลยชงแผนพัฒนาเมือง ดันกระเช้าภูกระดึง-เชื่อมการค้าจีน
ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดตัว CIMB PRIVATE WEALTH เจาะลูกค้ามั่งคั่ง AUM เกิน 30 ล้าน
Finance ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดตัว CIMB PRIVATE WEALTH เจาะลูกค้ามั่งคั่ง AUM เกิน 30 ล้าน
อนุทิน แจ้งความ ‘ไอซ์’ เจ้าของเพจ Godd Dam แชร์สลิปปลอม 7 ล้าน
Politics อนุทิน แจ้งความ ‘ไอซ์’ เจ้าของเพจ Godd Dam แชร์สลิปปลอม 7 ล้าน
จับตาศึกปล้นความฉลาด ‘DeepSeek-Moonshot’ ใช้ GPT-6 Astra ฝึก AI รุ่นใหม่
Tech จับตาศึกปล้นความฉลาด ‘DeepSeek-Moonshot’ ใช้ GPT-6 Astra ฝึก AI รุ่นใหม่
หุ้นไทยภาคเช้าร่วง 12 จุด ปิโตรเคมี-โรงกลั่นกดดัน DELTA ซ้ำเติมตลาด
Finance หุ้นไทยภาคเช้าร่วง 12 จุด ปิโตรเคมี-โรงกลั่นกดดัน DELTA ซ้ำเติมตลาด
ศุภจี ผนึก ส.อ.ท. ดัน Local Content-SMEs ปรับสมดุลการค้าไทย
Economic ศุภจี ผนึก ส.อ.ท. ดัน Local Content-SMEs ปรับสมดุลการค้าไทย
ดูทั้งหมด

ประกันไม่ช่วยยกราคาพืชเกษตร TDRIห่วงใช้งบ1.5แสนล.ซื้อใจเกษตรกร

18 ก.ค. 2562 | 11:09น.

นักวิชาการติงนโยบาย “ประกันรายได้”พืชเกษตรทุกตัวปูพรมก่อนเลือกตั้งใหม่ ซื้อใจรากหญ้าก่อนเลือกตั้ง ไม่เหมาะกับทุกสินค้า ด้าน ส.ส่งออกข้าวจี้รัฐแก้บาทแข็ง หลัง 5 เดือนยอดส่งออกข้าวซบเหลือเดือนละ 6 แสนตัน เตรียมปรับลดเป้าหมายส่งออกปี’62 เหลือแค่ 8.5 ล้านตัน

รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทราบมาว่าทีมงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าพบกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

เพื่อขอทราบข้อมูลและแนวทางดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งในอดีตรัฐบาลประชาธิปัตย์นำมาใช้เป็นนโยบายหลัก โดยคาดว่าในครั้งนี้จะมีการนำนโยบายนี้มาใช้ในพืชเกษตรหลักทุกตัว ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม่เว้นแม้แต่ยางพารา

ประเด็นนี้มีข้อสังเกตว่า 1) วิธีการประกันรายได้ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับพืชทุกชนิด เพราะแต่ละชนิดมีลักษณะที่ต่างกัน กล่าวคือ ข้าวเป็นพืชที่มีอายุสั้น ซึ่งปลูกและเก็บเกี่ยวได้หมด มีหลักฐานการเก็บเกี่ยวชัดเจน แต่ยางพาราเป็นไม้ยืนต้น ซึ่งจะค่อย ๆ ทยอยกรีด ซึ่งจะคอนโทรลได้ยาก

2) การประกันรายได้ที่เคยใช้ในอดีตยังมีจุดโหว่หลายประการที่ต้องแก้ไข กล่าวคือ การดำเนินโครงการนี้จะเริ่มจากกรมส่งเสริมการเกษตรขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อรับประกันรายได้ ซึ่งจะจำกัดให้ครัวเรือนละ 15 ไร่

จากนั้นกรมการค้าภายในจะเป็นผู้ออกประกาศราคาอ้างอิงซึ่งจะเฉลี่ยมาจากราคาตลาด โดยเมื่อเกษตรกรนำข้าวไปขายแล้วจำนำราคาตลาดที่แท้จริงที่ได้รับมาหักจากราคาอ้างอิง เพื่อรับชดเชยส่วนต่างจากรัฐบาลโดยผ่าน ธ.ก.ส.คู่สัญญา

แต่จากการดำเนินการพบว่า มีปัญหาเกิดตั้งแต่การขึ้นทะเบียน เช่น เกษตรกรมีที่ดิน 40 ไร่ แต่รัฐบาลจะชดเชยให้ครัวเรือนละ 15 ไร่ ทำให้เกษตรกรไป “แตกครัวเรือนแยกโฉนด” เพื่อนำมารับชดเชยให้ครบ แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดให้ต้องได้รับการรับรองจากท้องถิ่น เพื่อพิสูจน์ทำเกษตรจริง แต่ในทางปฏิบัติ อบต.ก็รับรองให้ทุกคน เพราะกลัวชาวบ้านจะไม่เลือกตั้งเข้ามาอีก ปัญหานี้ทำให้เกิดการ “ทำนาในกระดาษ” และปัญหาผู้เช่าที่ดินทำนาต้องแบ่งค่าชดเชยให้กับเจ้าของที่ดินเพราะต้องอาศัยโฉนด

หรือปัญหาการกำหนดราคาอ้างอิง ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน เพราะกำหนดเป็นรายพื้นที่ ทำให้ราคาอ้างอิงในตลาด จ.เชียงราย ต่ำกว่าราคาอ้างอิงในตลาดกรุงเทพฯ เพราะถูกลดค่าขนส่งและอำนาจในการตัดสินใจขายเป็นของเกษตรกร ซึ่งหากนาย ก ขาย วันนี้มีราคาอ้างอิงสูง จึงได้ชดเชยน้อย แต่นาย ข ขายในวันถัดไป ซึ่งราคาอ้างอิงต่ำกว่า ก็ได้ชดเชยมาก ทำให้นาย ก ไม่พอใจราคาอ้างอิง เป็นต้น

รศ.ดร.นิพนธ์ ประเมินผลจากการดำเนินมาตรการประกันรายได้เบื้องต้นว่าจะทำให้รัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณมโหฬาร เนื่องจากรัฐบาลนี้มีเสียงปริ่มน้ำ อาจจะมีอายุการทำงานสั้น ดังนั้น จะโหมประกันรายได้เพื่อซื้อใจเกษตรกรไว้ก่อน ซึ่งหากคำนวณจากพื้นที่เกษตร 50-60 ล้านไร่ แม้จะไม่ประกันรายได้ทั้งหมด แต่ก็จะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 150,000 ล้านบาท และต้องระวังว่าการจ่ายเงินจะยิ่งทำให้เกษตรกรปลูกมากขึ้น
ซึ่งจะมีผลต่อซัพพลายระยะยาว

อย่างไรก็ตาม มองว่าการวางนโยบายข้าวระยะยาวจะไม่เกิดขึ้น เพราะบางโครงการจะใช้เวลานาน รัฐบาลการเมืองจะไม่นิยมทำ เช่น โครงการข้าวครบวงจร รวมไปถึงการยกร่าง พ.ร.บ.ข้าว ซึ่งเป็นประเด็นที่มีข้อคัดค้านมาก อาจจะมีผลต่อน้ำหนักทางการเมือง

“ที่สำคัญการประกันรายได้เกษตรกร เป็นคนละเรื่องกับการยกระดับราคาสินค้าเกษตร ดังนั้น โครงการนี้จะไม่สามารถยกระดับราคาสินค้าเกษตรได้แน่นอน 100% ส่วนราคาสินค้าเกษตรก็จะเป็นไปตามกลไกตลาด โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งการส่งออกข้าว มันสำปะหลัง ยาง รัฐบาลคงไม่สามารถไปยกระดับราคาได้ เว้นแต่จะใช้วิธีการรับจำนำ ซึ่งรัฐคงไม่ทำเพราะใช้เงินจำนวนมากกว่าจำนำข้าวปีละ 27 ล้านตัน หรืออาจจะใช้จำนำยุ้งฉาง และจ่ายค่าขึ้นยุ้งแบบที่พลังประชารัฐทำ”

ต่อประเด็นที่ว่า ปัญหาภัยแล้งจะทำให้ซัพพลายลดลง และราคาตลาดสูงเกินราคาอ้างอิงจนไม่ต้องจ่ายชดเชยนั้น ยังประเมินไม่ได้ เพราะความร้อนที่เกิดขึ้นช่วงต้นปีมาจากเอลนิโญไม่ใช่แล้ง หลังจากนี้ ต้องดูว่า 1-2 เดือนจากนี้ฝนทิ้งช่วงหรือไม่ หากฝนมาปกติสถานการณ์จะคลี่คลาย

ขณะที่ นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) 2562 ประสบปัญหาบาทแข็ง อย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณการส่งออกต่อเดือนลดลงเหลือ 600,000 ตัน ซึ่งหากยังทรงอยู่เท่านี้อีก 6 เดือนก็จะส่งออกได้เพียง 3.6 ล้านตัน

รวมกับช่วงครึ่งปีแรกที่ส่งออกได้ราว 4.5-5 ล้านตันเท่ากับว่าปีนี้ไทยจะส่งออกได้เพียง 8.5-9 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยวางไว้ 9.5 ล้านตัน ยกเว้นว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายยอดส่งออกจะปรับตัวดีขึ้น ก็อาจจะใกล้เคียงกับเป้าหมาย

ส่วนแนวโน้มราคาข้าวที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ภัยแล้งจะทำให้ราคาสูงขึ้นจนรัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรนั้น ยังต้องอาศัยระยะเวลาอีก 1-2 เดือนในการประเมินว่าจะมีภาวะฝนทิ้งช่วงจนส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวนาปีหรือไม่ ซึ่งทางสมาคมจะลงพื้นที่ประเมินผลผลิตข้าวนาปี 2562/2563 อีกครั้งช่วงปลายปี

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประกาศเป็นนโยบาย ซึ่งหากมีการประกันราคาข้าวเชื่อว่ารัฐบาลต้องใช้เงินชดเชยส่วนต่างไม่เกินตันละ 3,000 บาท เช่น ราคาเป้าหมาย
การประกันข้าวขาว ตันละ 10,000 บาท เทียบกับราคาข้าวเปลือกแห้ง ตันละ 7,000-8,500 บาท ซึ่งหากใช้ระบบเดียวกับโครงการชะลอยุ้งฉางที่ใช้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ก็จำกัดรายละ 20-25 ไร่

“การวางตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาจากพรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้การดำเนินนโยบายบริหารจัดการสินค้าเกษตรราบรื่น โดยเชื่อว่าทางพรรคจะนำวิธีการประกันราคาสินค้าเกษตรที่เคยใช้ในอดีตมาใช้ตามที่ได้หาเสียงไว้ แต่ขอให้รับฟังความเห็น จากภาคเอกชนผู้มีส่วนร่วมทั้งโรงสี ผู้ส่งออกข้าว และชาวนา เพื่อกำหนดแนวทางและอุดช่องโหว่ที่เคยเป็นปัญหาการดำเนินการในอดีต เช่น การจ่ายเงินส่วนต่างให้เกษตรกร ต้องทำให้รวดเร็ วเพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรเร่งขายผลผลิตออกสู่ตลาด และรัฐบาลต้องวางมาตรการดูแลอุตสาหกรรมข้าวระยะยาวด้วย”