“มิลล์คอน”ฮึดสู้ขาลงตลาดเหล็กหันเพิ่มรายได้โรงไฟฟ้า
อุตสาหกรรมเหล็กขาลง “มิลล์คอน สตีล” ฮึดสู้ ตั้งเป้าปี 2563 โต 10% หลังซัพพลายเหล็กจีนหด-ศก.โลกอ่วม คาดอีก 3 ปีเพิ่มกำลังการผลิตแตะ 8 แสนตัน ตลาดเมียนมาเริ่มสดใสโตขึ้นถึง 50% ปั๊มรายได้ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มยาวไป 10 ปี แง้มจ่อขยายโปรเจ็กต์ใหม่ทั้งร่วมทุน-เทกโอเวอร์
นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2562 ยอดขายเหล็กโดยรวมลดลงเล็กน้อย แม้ว่ายอดขายจากเหล็กเส้นจะยังคงมีปริมาณมากขึ้น แต่ยังฉุดยอดขายรวมเป็นผลจากราคาเหล็กเส้นที่ตกเหลือเพียง 15-16 บาท/กก. เทียบจากปี 2561 ซึ่งราคา 18-20 บาท/กก. และปริมาณการขายสินค้ากึ่งวัตถุดิบหรือเหล็กแท่งยาว (billet) ยอดขายลดลงถึง 14%
สำหรับปี 2563 บริษัทตั้งเป้ายอดขายปริมาณเหล็กเส้นไว้ที่ 600,000 ตัน/ปี เติบโต 10% ส่วนเหล็กประเภทอื่นขึ้นอยู่ที่สถานการณ์และช่องทางการขาย ส่วนรายได้จะขึ้นอยู่กับราคา โดยแนวโน้มราคาปีนี้คาดจะปรับขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 18 บาท/กก. จากปริมาณเหล็กในตลาดโลกลดลงหลังจีนประสบปัญหาโควิด-19 ประกอบกับเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และใน 3 ปีข้างหน้าคาดว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายเป็น 800,000 ตัน/ปี สัดส่วนยังคงเป็นเหล็กทั่วไป 100%
นายประวิทย์เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการพัฒนาเหล็กเกรดพิเศษชนิดใหม่ที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมทั้งก่อสร้าง กึ่งยานยนต์ เป็นต้น เพิ่มเติมจากเดิมที่บริษัท โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล จำกัด บริษัทลูกเป็นผู้ผลิตอยู่ 300,000 แสนตัน/ปี เป็นเหล็กเส้นเพื่อการก่อสร้าง เหล็กลวด (wire rod) เกรดพิเศษเพื่อยานยนต์ เนื่องจากขณะนี้มีเหล็กบางประเภทที่มีระดับสูง (ไฮเกรด) มากขึ้นซึ่งไทยยังต้องนำเข้ามา บริษัทจึงมีแผนศึกษาลงทุนใหม่ครั้งนี้เพื่อต้องการลดการนำเข้า
ส่วนการลงทุนผลิตและจำหน่ายเหล็กที่เมียนมาคาดมีแนวโน้มดีขึ้นหลังจากการเลือกตั้งในปีนี้ จะเห็นนโยบายที่ชัดเจนขึ้น โครงการที่เคยหยุดชะลอการลงทุนน่าจะกลับมาได้ เป้ายอดขายจะเพิ่มขึ้นจาก 2,000 เป็น 4,000 ตันต่อเดือน และจะเป็นปีแรกที่มีกำไรจากการเทรดดิ้ง จากที่ผ่านมาด้านการผลิตโรงงานเมียนมายังไม่สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ด้วยเหตุที่ระบบราชการมีวันหยุดนับรวมกันมากถึง 6 เดือน การผลิตบางเดือนต้องชะงัก ทั้งที่ความต้องการใช้และปริมาณยอดขายเพิ่มขึ้น 50%
ขณะเดียวกัน บริษัทได้หันไปลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยผ่านบริษัท สยาม โซล่าร์ เจนเนอเรชั่น จำกัด เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และในปี 2562 เริ่มบันทึกกำไรจากธุรกิจโซล่าร์ดังกล่าวที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ โดยทำสัญญาขายไฟรวมทั้งหมด 9 โครงการ ขนาดกำลังการผลิต 22 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญา 25 ปี และได้รับอัตราการรับซื้อไฟฟ้าในแบบ adder 6.50 บาท ระยะเวลา 10 ปี รายได้ขายไฟจากทางภาครัฐจึงถือว่าดีช่วยยอดขายให้ดีขึ้น
“แน่นอนว่าสัดส่วนจากรายได้ธุรกิจโซลาร์ยังคงน้อยกว่าธุรกิจเหล็กของบริษัท เนื่องจากยังคงเป็นธุรกิจหลักอยู่ แต่อย่างไรก็ต้องเตรียมแผนขยายธุรกิจเพิ่ม ซึ่งจะเป็นตัวช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัทให้อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้น สำหรับแผนการขยายการลงทุนธุรกิจโซลาร์ ทั้งการเข้าไปร่วมทุน ซื้อกิจการ ทั้งหมดอยู่ในแผนอาจเป็นไปได้ทั้งหมด เพราะมันเป็นการลดความเสี่ยงในธุรกิจเหล็ก”