เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

EA ตอบรับจดหมายนายก! ผนึกพันธมิตร กลุ่มช่วยกัน ชูหมอชนะ-นวัตกรรมชุดตรวจโควิด

27 เม.ย. 2563 | 15:29น.

สมโภชน์ อาหุนัย CEO ของ EA ผนึกพันธมิตรเปิดตัว “กลุ่มช่วยกัน” รวมพลังสมอง เทคโนโลยี เงินทุน และ กำลังคนช่วยเหลือคนไทยสู้วิกฤตไวรัสโควิด-19 ใช้แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองและรักษา แสดงพิกัดจุดเสี่ยง พร้อมให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ควบคู่ไปกับการเตรียมนำชุดตรวจประสิทธิภาพสูง PSU COVID-19 Rapid Test ผลงานวิจัยของ ม.สงขลานครินทร์ ที่มีคุณภาพระดับสากลมาใช้ เร่งตรวจให้มากที่สุด เพื่อขับเคลื่อนแผนแบบบูรณาการ ป้องกัน ควบคุม เยียวยา ช่วยฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน พร้อมเตรียมลุยติดตั้งเครื่องกำจัดไวรัส เพิ่มห้องปลอดเชื้อในโรงพยาบาล และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยมีจังหวัดฉะเชิงเทรานำร่อง “Chachoengsao Model” ก่อนขยายไปในเขตเศรษฐกิจพิเศษ สร้าง “Chachoengsao Model” ฟื้นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ด้าน IBERD ขานรับและร่วมกับ ม.สงขลานครินทร์ เพื่อสนับสนุนในการขยายผลต่อไปยัง 14 จังหวัดภาคใต้ ตามแผนงาน

​นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ซึ่งประกอบธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียนทั้งโรงไฟฟ้าโซลาร์และลม น้ำมันไบโอดีเซล ยานยนต์ไฟฟ้า โรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง หนึ่งในนักธุรกิจแถวหน้าของประเทศไทยที่ได้รับจดหมายเปิดผนึกจากนายกรัฐมนตรี ที่ถามถึงโครงการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยที่เป็นรูปธรรม ได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นในต่อสู้กับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ว่า แม้ว่าปัจจุบันนี้ธุรกิจของ EA จะยังไม่ได้รับผลกระทบนัก แต่จากสถานการณ์โดยรวมที่ยืดเยื้อ และมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจนเกือบถึงวิกฤต มาตรการอยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อไม่สามารถทำได้นานนัก แม้ว่าจะเริ่มมีการติดเชื้อรายใหม่ลดลง แต่องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าโควิด-19 จะยังคงอยู่ไปอีกระยะใหญ่ เราจำเป็นต้องหาวิธีการเพื่อประคับประคองชีวิต และการยังชีพของคนไทยทุกคน เพื่อให้คนไทยสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ภายใต้ข้อจำกัดที่ยังไม่มีวัคซีนและยาที่ใช้ได้ผล จึงได้เข้าช่วยเหลือโดยได้ชักชวนพันธมิตรเพื่อมาร่วมมือกันในชื่อ “กลุ่มช่วยกัน” ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีเจตน์จำนงว่า สมาชิกและพันธมิตรของกลุ่มช่วยกันจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของประเทศ ในรูปของกลุ่มอิสระ โดยไม่หวังผลประโยชน์ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่อิงการเมือง ไม่วิพากษ์วิจารณ์ใคร ทำงานให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมเปิดรับแนวคิดที่เป็นประโยชน์ ไม่ทำงานซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น

ขณะเดียวกันก็จะสนับสนุนและส่งเสริมโครงการดีๆ ที่มีผู้อื่นทำอยู่แล้ว และพร้อมจะสลายตัวเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น การขับเคลื่อนโครงการต่างๆ เน้นการใช้พลังสมองในการวิเคราะห์และคาดการณ์ เพื่อเตรียมการอย่างเป็นระบบ ลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้จัดการกับปัญหาในลักษณะที่จะส่งผลในวงกว้างให้มากที่สุด และลงมือปฏิบัติด้วยตนเองพร้อมกับทีมงานทั้งภายในและต่างประเทศ โดยทีมงานของกลุ่มช่วยกันประกอบไปด้วยผู้ที่มีประสบการณ์และความรู้ความสามารถหลากหลาย ทั้งด้านวิศวกรรมการออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาซอฟแวร์ การวิเคราะห์และคาดการณ์ข้อมูล สถาบันการศึกษา ผู้ให้บริการข่าวสารและบันเทิง สื่อสารมวลชนทุกแขนง องค์กรอิสระและทีมงานสนับสนุนจำนวนมาก

กลุ่มช่วยกันวางกลยุทธ์การดำเนินโครงการไว้ 3 ส่วนใหญ่ ๆ ประกอบด้วย

ด้านการเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติการทางการแพทย์ เพิ่มความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยการออกแบบ จัดซื้อ และติดตั้งอุปกรณ์กำจัดเชื้อโรคและเครื่องกรองอากาศ ในพื้นที่ส่วนกลางของโรงพยาบาล ห้องพักผู้ป่วยและสถานที่รองรับผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล ตลอดจนรถพยาบาล ซึ่งจะช่วยปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วย ให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อหรือการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส และบุคลากรทางการแพทย์สามารถปฏิบัติหน้าที่สำคัญได้อย่างมั่นใจ โดยตั้งเป้าหมายกระจายความช่วยเหลือเบื้องต้น (ระยะแรก) ไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ ได้แก่ ติดตั้งเครื่องกำจัดไวรัสแก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ 100 แห่ง ปรับปรุงห้องผู้ป่วยติดเชื้อ 1,000 ห้อง ปรับปรุงอาคารที่พักนอกโรงพยาบาลสำหรับผู้ติดเชื้อที่อาการไม่รุนแรง 1,000 ห้อง ปรับปรุงรถพยาบาลเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ 500 คัน เป็นต้น

ด้านการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้คนไทยมีความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 อย่างถูกต้อง เพื่อให้รู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ลดโอกาสการติดเชื้อและการแพร่เชื้อลงได้ โดยสื่อสารให้แพร่หลายเป็นระยะๆ ผ่านช่องทางต่างๆ ของสมาชิกและพันธมิตรด้านเทคโนโลยีเพื่อการป้องกัน ติดตาม และประเมินความเสี่ยงของประชาชน โดยใช้ แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” ที่จะทำให้คนไทยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น แอปพลิเคชันนี้พัฒนาโดยภาคประชาชน

ประกอบด้วย กลุ่มช่วยกัน กลุ่ม Code for Public และกลุ่มผู้พัฒนาซอฟท์แวร์อิสระจำนวนมาก อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อนำแอปหมอชนะมาเป็นเครื่องมือที่จะอยู่ในโทรศัพท์มือถือของประชาชนทุกคน แบบไม่ระบุตัวตนเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวและเก็บข้อมูลไว้อย่างปลอดภัย ระบบจะมีข้อมูลการเดินทางและวิเคราะห์ข้อมูลจากการพบปะหรือเข้าใกล้กับคนอื่น โดยมีการรายงานผลเป็นค่าสีต่าง ๆ แบบ real time ทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือนั้นรู้ความเสี่ยงของตัวเอง มีระบบเตือนความเสี่ยงไปยังผู้ใช้ มีการให้ข้อมูลด้านสาธารณสุขที่เชื่อถือได้ จึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ใช้ ผู้ใกล้ชิด และปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ได้ ซึ่ง EA และบริษัทในกลุ่มได้นำมาใช้ในการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานทุกคน ผู้รับเหมา และคู่ค้า ได้ผลเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ บริษัทและหน่วยงานเป็นจำนวนมากที่เป็นสมาชิกและพันธมิตรของกลุ่มช่วยกัน ได้นำไปใช้ในการดูแลพนักงานและคู่ค้าของตนเองอย่างแพร่หลายแล้ว ทำให้สามารถเริ่มดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจได้ด้วยการดูแลอย่างเป็นระบบ จึงต้องการส่งเสริม เชิญชวน และขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนเพื่อที่จะสามารถผลักดันไปสู่การใช้แอปหมอชนะกันทั้งประเทศ โดยในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดตัวให้จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นจังหวัดนำร่อง สร้าง “Chachoengsao Model” ซึ่งถือเป็นต้นแบบ ก่อนขยายไปในเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของประเทศทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถคืนกลับมาสู่การดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวันได้โดยเร็วและปลอดภัย

นอกจากนี้ EA ยังได้ร่วมสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและงานวิจัยเกี่ยวกับสาธารณสุขเป็นอย่างยิ่ง และสามารถผลิตชุดตรวจประสิทธิภาพสูง PSU COVID-19 ที่มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล ในต้นทุนการตรวจที่ต่ำและรู้ผลทันที ทำให้สามารถนำชุดตรวจโควิด-19 มาใช้ตรวจสอบยืนยันโรคได้จำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงช่วยให้รู้สถานการณ์ที่แท้จริงของโรคได้และจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และด้านอื่นๆโดยใช้งบของบริษัทเองกว่า 50 ล้านบาท

​ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นที่พึ่งหลักของประเทศมาตลอดกว่า 50 ปี ไม่ได้ความนิ่งนอนใจต่อความทุกข์และความไม่สงบสุขของประชาชนและสังคมจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ บุคลากรทุกคนและภาคีเครือข่ายของ มอ. จึงได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อร่วมแก้ไขปัญหานี้ โดยเปิดเป็นศูนย์หลักของภาคใต้ในการดูแลผู้ป่วย พร้อมทั้งช่วยเหลือโรงพยาบาลในเครือข่ายภายใต้ทั้งหมด นอกจากนี้ได้มีการตั้งศูนย์บรรเทาช่วงและการช่วยเหลือสำหรับจัดเตรียมและส่งมอบเวชภัณฑ์ให้กับสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และในครั้งนี้ มอ.ได้ร่วมมือกับ กลุ่มช่วยกัน และเครือข่ายภาคี โดยอาสาเป็นกำลังหลักในการดูแลพื้นที่ 14จังหวัดภาคใต้อย่างเข้มแข็ง ทั้งในส่วนการสนับสนุนเวชภัณฑ์ การอำนวยความช่วยเหลือการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มห้องปลอดเชื้อในเขตภาคใต้ และพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ได้จริงอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้ในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงการส่งเสริมและผลักดันการใช้แอปพลิเคชันหมอชนะในพื้นที่ภาคใต้อีกด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.สุนทร วงษ์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยถึงการร่วมมือร่วมใจอย่างเต็มที่ของนักวิจัยของ มอ.จากหลากหลายคณะ ซึ่งมีความสามารถในหลากหลายด้าน โดยเอาจุดเด่นของนักวิจัยแต่ละท่าน มาสร้างสรรค์ผลงานแก้ไขปัญหาภายใต้การสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายที่ดีทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึง “กลุ่มช่วยกัน” และเครือข่ายภาคี จนสามารถผลิต ชุดตรวจประสิทธิภาพสูง PSU COVID-19 ได้สำเร็จ ซึ่งเปรียบเสมือนอาวุธสำคัญทางการแพทย์สำหรับต้านการรุกรานของเชื้อโรคและช่วยให้สังคมกลับมาปกติสุขในเร็ววัน

ดร.ประพล มิลินทจินดา รองประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ (IBERD) แสดงความมั่นใจว่า แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” และ “ชุดตรวจประสิทธิภาพสูง PSU COVID-19” จะเป็นเครื่องมือที่ดี ที่จะใช้ต่อสู้ป้องกัน ควบคุม กำจัดเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมกับช่วยฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ตามกลยุทธ์ของกลุ่ม “ช่วยกัน” ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางของ “THAI-PLUS MODEL” ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั่วโลกต่อไป โดยคาดว่าจะเป็นประโยชน์มหาศาลอเนกอนันต์ที่จะทำให้เกิดความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง (GDP) และความสุขด้านสุขภาพและสังคม (GHP) ตลอดจนเสถียรภาพของรัฐบาลให้กลับมามั่นคงยั่งยืนจากความร่วมมือดังกล่าว


นายสรายุทธ แก้วกุลปรีชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้น สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมากทั้งด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ และขาดรายได้เพื่อยังชีพ จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือหรือวิธีการเพื่อทำให้สามารถเร่งรัดฟื้นฟูการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพให้กลับมาโดยเร็ว และสามารถปรับตัวให้อยู่กับโควิด-19 ที่จะยังคงอยู่กับเราไปอีกระยะใหญ่ อย่างน้อยคือถึงปีหน้า ดังนั้น จึงเล็งเห็นว่า แอปพลิเคชัน หมอชนะ เป็นเครื่องมือที่จะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี จึงจะสร้าง “Chachoengsao Model” ขึ้นด้วยแผนการที่จะเป็นจังหวัดนำร่อง ในการรณรงค์ให้ข้าราชการ ประชาชน สถานศึกษา ภาคธุรกิจ สถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัด พร้อมใจกันโหลดแอปพลิเคชัน หมอชนะ มาใช้ควบคู่กับมาตรการทางสาธารณสุข ได้แก่ การรักษาระยะห่างทางสังคม การรักษาสุขอนามัย เช่น การล้างมือให้สะอาด การสวมใส่หน้ากาก หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับอย่างเต็มที่ เมื่อเราควบคุมความเสี่ยงได้ มีแผนรับมือกับโรคอย่างเป็นระบบ ปกป้องบุคลากรการแพทย์ได้ ก็จะนำไปสู่ขั้นตอนของการเปิดเมืองตามเป้าหมายได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวทั้งหมดจะเป็นรูปแบบและเป็นขั้นตอนตามสถานการณ์ในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส ที่ยึดหลักความจริงว่า ประชาชนต้องดำรงชีวิตอยู่ได้ มีการประกอบอาชีพ เศรษฐกิจของไทยดำเนินต่อได้ รวมไปถึงระดับภูมิภาค ที่มีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์มีเขตติดต่อตามแนวชายแดน ซึ่งเชื่อมโยงกันทั้งด้านประชากร เศรษฐกิจ สังคม รวมกว่า 300 ล้านคน คือ ไทย, กลุ่มประเทศ CLMV และมาเลเซีย โดยภาพรวมจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า GDP ของประเทศหลายเท่าตัว หากไม่ป้องกันให้รัดกุมก่อนการเปิดเมือง เปิดประเทศ (Lock Out) อาจเกิดผลเสียหายอย่างรุนแรงที่ยากจะควบคุมได้ แต่หากร่วมมือกันจนเกิดผลสำเร็จ ประชาชนและเศรษฐกิจก็จะสามารถกลับมาสู่ภาวะปกติได้ตามสมควร