Skip to content

สทนช. คาด “โคนี” พายุลูกส่งท้ายฤดู ห่วงน้ำภาคเหนือส่อวิกฤต

05 พ.ย. 2563 | 16:29น.
สทนช. คาด “โคนี” พายุลูกส่งท้ายฤดู ห่วงน้ำภาคเหนือส่อวิกฤต

สทนช. คาด “พายุโคนี” ลูกส่งท้ายฤดู ชี้กระทบไทยเล็กน้อย ห่วงภาคเหนือเสี่ยงแล้งหนัก หลังประเมินน้ำสำรองต่ำกว่าเกณฑ์ 50% เล็งขยายผลแก้มลิงแม่แตง จ.เชียงใหม่ แก้แล้งซ้ำซาก พร้อมตั้งงบธนาคารน้ำบาดาล 400 ล้านบาท ใช้ยามวิกฤติ เผยกรมชลฯเตรียมคิกออฟ แนวทางการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 64 พรุ่งนี้ 6 พ.ย.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศพายุโซนร้อน “โคนี” (พายุระดับ 3) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่ง ที่เมืองกวีนอน ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน​ และจะอ่อนกำลังลงตามลำดับ ส่งผลให้มีฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง กับมีลมแรง บริเวณ จ.อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครนายก และปราจีนบุรี ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังเกิดน้ำหลากดินถล่ม ได้แก่ พื้นที่ จ.เชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน จึงขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและลมแรง

นอกจากนี้ ต้องเฝ้าระวังน้ำหลากดินถล่ม ในพื้นที่ จ.เชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน พร้อมทั้งเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่ง บริเวณแม่น้ำมูล บริเวณ ต.นิคม อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ และต.กระเบื้อง อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ที่แนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนลำปะเทีย ต.อีสานเขต อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ แม่น้ำท่าจีน ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี มีแนวโน้มทรงตัว และแม่น้ำมูล ต.หนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา มีแนวโน้มลดลง

“คาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา ประเมินว่าพายุโคนีน่าจะเป็นพายุลูกสุดท้ายก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง จึงเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก ดังนั้น ประมาณ 1 สัปดาห์พายุก็จะอ่อนตัวลงตามลำดับ แต่ยังมีความกังวลเนื่องจากน้ำที่เข้ามาซ้ำในจังเดิมที่เคยเกิดอุทกภัย​ก่อนหน้านี้บ้างในบางพื้นที่อาทิ อิสานจ.โคราช”

ส่วนพื้นที่ภาคเหนือ แม้ว่าเป็นภาคที่ได้รับอานิสงส์​จากพายุเติมน้ำเข้าเขื่อนภูมิพลค่อนข้างมาก แต่ก็ยังไม่พ้นความเสี่ยงขาดแคลนน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันภาคเหนือมีปริมาณ​น้ำน้อยกว่าทุกภาคในประเทศ หรือประมาณ 50% ซึ่งในส่วนของน้ำอุปโภค บริโภคยังเพียงพอ แต่น้ำสำหรับการเกษตรในปัจจุบันเริ่มไม่เพียงพอแล้ว

เพราะฉะนั้นยังมีพื้นที่แหล่งน้ำสำคัญในภาคเหนือ โดยจากแผนพัฒนาแหล่งน้ำ เชียงใหม่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2561 – 2563) พบว่า มีจำนวนโครงการทั้งสิ้น 1,035 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ 108,542 ไร่ ครอบคลุม 182,966 ครัวเรือน ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 0.35 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ส่วนในปี 2564 มีจำนวนโครงการทั้งสิ้น 1,645 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จสามารถเพิ่มความจุกักเก็บ 0.84 ล้าน ลบ.ม.

พื้นที่รับประโยชน์ 37,370 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 5,949 ครัวเรือน รวมถึงโครงแก้มลิงบริเวณพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จำนวน 6 แห่ง ที่ได้รับงบประมาณดำเนินการในปี’61 – 62 ปริมาณความจุรวม 3.72 ล้าน ลบ.ม. ดำเนินการโดยกรมชลประทานและกองทัพบก สามารถตัดยอดน้ำในลำน้ำแม่แตงก่อนไหลเข้าท่วมพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ รวมถึงช่วยปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการผลิตน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงใหม่เดือนละ 6 แสน ลบ.ม. ด้วย

“โครงการแก้มลิงบริเวณพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง นับเป็นโครงการที่จะเป็นรูปแบบในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำที่สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งน้ำในรูปแบบอื่น เช่น ภาคตะวันตก จ.กาญจบุรี ที่ประสบภัยแล้งอย่างมากใน 5 อำเภอ ซึ่งได้มีการวางโครงการผันน้ำเขื่อนศรีนครินทร์เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ โดยโครงการมี 2 ระยะ ระยะแรกเป็นการสูบน้ำจากแม่น้ำแควใหญ่ช่วยพื้นที่ได้ 78,500 ไร่”

ซึ่งเน้นย้ำให้กรมชลประทานเร่งสำรวจออกแบบให้แล้วเสร็จเพื่อตั้งของบประมาณดำเนินการในปี’65 ส่วนระยะที่ 2 เป็นอุโมงค์ผันน้ำเหมือนโครงการผันน้ำแม่งัด-แม่กวง จ.เชียงใหม่ พื้นที่ได้รับประโยชน์ 415,000 ไร่ ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมก่อน และจะดำเนินการพัฒนาในระยะต่อไป โดยโครงการศึกษานี้จะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนนี้

ขณะที่โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ดำเนินการโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นหนึ่งในโครงการที่รับการจัดสรรงบกลางตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ที่รัฐบาลมีแนวทางในการขยายผลให้ครอบคลุมตำบลละอย่างน้อย 1 แห่ง รวมทั้งสิ้น 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อกักเก็บน้ำที่เหลือจากระบบน้ำผิวดิน ชะลอการท่วมขัง ภาคเหนือ 220 แห่ง อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ 30 แห่ง ครอบคลุม 14 อำเภอ 30 ตำบล

“ดังนั้น 2-3 เดือนข้างหน้า ภาคเหนือ จะขาดเเคลนน้ำอย่างมาก ต้องเร่งรัดให้ท้องถิ่นเสนอโครงการธนาคารน้ำใต้ดินไว้รองรับ ซึ่งปีที่แล้วตั้งงบ 150 ล้านบาท ปีนี้เพิ่มมาเป็น 400 กว่าล้านบาท ซึ่งน้ำบาดาลจะสำคัญมาก”

นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดสรรน้ำภาคเกษตรปีนี้ เนื่องจากช่วงก่อนสิ้นสุดฤดูฝน มีฝนตกลงมาจำนวนมาก ส่งผลให้ฤดูแล้งนี้ยังไม่กระทบกับพื้นที่ปลูกข้าวของชาวนาที่ปลูกต่อเนื่อง แต่หลังจากวันที่ 1 พฤศจิกา​ยนนี้ อยากขอความร่วมมือให้ประชาชนงดปลูกข้าวหรือพืชที่ใช้น้ำเยอะต่อเนื่อง เพื่อลดปริมาณการส่งน้ำให้น้อยลง ซึ่ง สทนช.ได้เสนอคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ แล้ว โดยกระทรวง​เกษตร​และ​สหกรณ์​อยู่ระหว่างสรุปหาพื้นที่ที่ควรส่งน้ำเข้าช่วยเหลือในฤดูแล้งต่อไป

โดยผู้สื่อข่าว ระบุ ในวันพรุ่งนี้ (6 พ.ย.) กรมชลประทานเตรียมประชุมและสรุปแผน (Kick off) แนวทางการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พายุ เศรษฐกิจ