เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ไทยเปิดไต่สวน เอดี สินค้าฟิล์ม นำเข้า “มาเลเซีย-จีน-อินโดนีเซีย”

18 พ.ย. 2563 | 11:04น.

พาณิชย์ ย้ำไต่สวน AD สินค้าฟิล์ม BOPP นำเข้าจากมาเลเซีย จีน และอินโดนีเซีย ให้ธรรมจากทุกฝ่ายแน่นอน เนื่องจากมีผลต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็น

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีอุตสาหกรรมต่อเนื่องมีความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดไต่สวนเพื่อพิจารณาใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) สินค้าฟิล์มบรรจุภัณฑ์ไบแอคเซียลลี ออเรียนเต็ดโพลิโพรพิลีน (Biaxially Oriented Polypropylene) (บีโอพีพี) เกรดทั่วไป จาก 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย จีน และอินโดนีเซีย ว่า กรมฯ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อมูลจากทุกฝ่ายเพื่อลดผลกระทบหากมีการใช้มาตรการดังกล่าว

ทั้งนี้ จากการที่คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) ได้มีมติให้เปิดไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าฟิล์มบีโอพีพี เกรดทั่วไปฯ จากมาเลเซีย จีน และอินโดนีเซีย เพราะมีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวเข้ามาขายในราคาทุ่มตลาดและก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ผลิตสินค้าในประเทศ และกรมฯได้ประกาศเปิดไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2563

ซึ่งต่อมากรมฯ ได้จัดส่งแบบสอบถามให้ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ ผู้ผลิตในประเทศไทย ผู้ส่งออกจาก 3 ประเทศดังกล่าว และผู้นำเข้าของไทย ตอบข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการไต่สวนฯ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคำตอบแบบสอบถาม และได้เปิดรับฟังข้อคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งกระบวนการไต่สวน

โดยการนำเข้าสินค้าฟิล์มบีโอพีพี เกรดทั่วไป จากมาเลเซีย จีน และอินโดนีเซีย ในปี 2560-2562 คิดเป็นปริมาณร้อยละ 75.58 79.89 และ 87.50 ตามลำดับ ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด โดยมีปริมาณและมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือมีปริมาณนำเข้า 12,410.89 15,074.88 และ 18,541.18 ตัน และคิดเป็นมูลค่า 717.67 902.10 และ 1,019.37 ล้านบาท ตามลำดับ

โดยในปี 2563 (ม.ค. – ก.ย.) ไทยมีปริมาณและมูลค่าการนำเข้าสินค้าฟิล์มบีโอพีพีจากมาเลเซียสูงที่สุด รองลงมาคือ จีน และอินโดนีเซีย โดยมีปริมาณการนำเข้าอยู่ที่ 7,257.23 5,605.14 และ 3,080.52 ตัน ซึ่งมูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 355.55 271.40 และ 213.07 ล้านบาท ตามลำดับ โดยสัดส่วนการนำเข้าจากทั้ง 3 ประเทศรวมกันคิดเป็นร้อยละ 85.33 ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งหากปล่อยให้มีการทุ่มตลาดสินค้าดังกล่าวจากทั้ง 3 ประเทศ โดยไม่มีมาตรการให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐจะทำให้ผู้ประกอบการฟิล์มบีโอพีพีได้รับความเดือดร้อน และอาจต้องปิดกิจการลง หรือจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานภายในประเทศ และส่งผลให้ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าฟิล์มบีโอพีพีจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

นายกีรติ กล่าวอีกว่า กรมฯให้ความสำคัญถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เนื่องจากสินค้าดังกล่าวมีห่วงโซ่อุปทานยาวและเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมากซึ่งใช้ฟิล์มบีโอพีพี เช่น อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก รวมถึงอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น ดังนั้น เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 กรมฯ จึงได้จัดประชุมหารือร่วมกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เพื่อหารือถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และแนวทางเยียวยาหากมีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าฟิล์มบรรจุภัณฑ์บีโอพีพีฯ

ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาไต่สวนฯ โดยที่ผู้ผลิตได้ชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ที่มีส่วนได้เสียในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันในหลายประเด็น อาทิ การกำหนดราคาสินค้าที่แข่งขันได้ การส่งมอบสินค้าที่ทันต่อความต้องการ และการผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังรับที่จะเดินสายคุยกับผู้นำเข้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจอันดี และสร้างความเชื่อมั่นในการทำการค้าระหว่างกันต่อไป

ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ดำเนินการไต่สวนการทุ่มตลาดอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายทั้งอุตสาหกรรมภายใน อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ผู้บริโภค และประโยชน์สาธารณะอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้า และปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยมาโดยตลอด นอกจากนี้ ผู้มีส่วนได้เสียสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กองปกป้องและตอบโต้ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ www.thaitr.go.th นายกีรติกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมการค้าต่างประเทศ