เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

แจงปมข้อกังวลร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับ ตามกฎหมายสหกรณ์ใหม่

07 ธ.ค. 2563 | 08:56น.
วิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์

วิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการกำหนดร่างกฎกระทรวงใหม่ 5 ฉบับ ย้ำได้เปิดรับฟังข้อเสนอทุกฝ่าย  วางเป้าหมายเสริมความมั่นคงของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีการทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหลายแห่งต่อเนื่องในช่วง 10  ปีที่ผ่านมา และส่งผลกระทบต่อเงินฝากเงินหุ้นของสมาชิก

ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติสหกรณ์เดิมเพื่อให้ทันกับธุรกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนไปจนได้มาซึ่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับแก้ไข พ.ศ.  2562 ซึ่งต้องมีการออกกฎกระทรวงตามพรบ.สหกรณ์ใหม่  เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขให้กับสหกรณ์ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์และรักษาประโยชน์สูงสุดของสมาชิกโดยยึดหลักธรรมาภิบาลและหลักการสหกรณ์

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอร่างกฎกระทรวงออกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 รวม  5 ฉบับ ที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณา ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย

โดยปรากฏว่า มีผู้บริหารสหกรณ์ มีความกังวลใจในร่างกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 รวม  5 ฉบับ ในประเด็นดังนี้ ข้อกังวลกรณีฝ่ายสหกรณ์จำนวนหนึ่งได้เสนอโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการกำหนดงวดชำระหนี้ของสมาชิก รายได้คงเหลือหลังจากหักหนี้ของสมาชิกในการดำรงชีวิต

“กรมขอชี้แจงว่าในระหว่างการพิจารณา สคก. ได้เปิดโอกาสในการรับฟังความเห็นทั้งจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และจากภาคสหกรณ์ที่มีผู้แทนสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยและชุมนุมสหกรณ์ นักวิชาการอิสระเข้าร่วมด้วย ซึ่งราชการต้องคำนึงถึงเป้าหมายสำคัญคือกำกับดูแลระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็งทางการเงินและเกิดประโยชน์ที่แท้จริง จึงอาจมีข้อกำหนดบางเรื่องไม่สอดรับกับข้อเสนอของภาคสหกรณ์”

จากการสำรวจข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ณ  วัน 30 พ.ย.  2563   มีจำนวนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 563 แห่ง สหกรณ์ออมทรัพย์ 1,318 แห่ง รวม 1,881 แห่ง   พบว่า กรณีการกำหนดงวดชำระหนี้เงินกู้สามัญ ที่กำหนดให้สมาชิกชำระเสร็จภายใน 150  เดือนตามร่างกฏกระทรวงนั้น มีสหกรณร้อยละ72.35ที่อยู่ในเกณฑ์และในร้อยละ 72.35 ก็ยังพบว่ามีถึงร้อย 58.64  ที่ปัจจุบันให้ไม่เกิน 120 เดือน

สำหรับสหกรณ์ที่กำหนดงวดเกินกว่า 150  เดือนถึงมากกว่า 240  เดือน มีจำนวนร้อยละ 27.65 กลุ่มนี้ต้องปรับตัว กรมจึงได้กำหนดไว้ชัดเจนในบทเฉพาะกาลให้เวลาสหกรณ์ในกลุ่มร้อยละ  27.65 ปรับตามตามเกณฑ์ภายในระยะเวลา  10 ปี

ส่วนข้อกังวลกรณีกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาแหล่งเงินทุนที่กำหนดให้ต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินและนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อไม่ให้เป็นระดมทุนจากประชาชนเป็นการทั่วไป หรือการให้เงินกู้หรือการให้สินเชื่อแก่สมาชิกที่กำหนดว่าการให้เงินกู้สามัญแก่สมาชิกต้องไม่กำหนดงวดชำระหนี้ยาวเกินไป

และสมาชิกจะต้องมีเงินได้คงเหลือหลังหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 รวมทั้งการกำหนดให้สมาชิกที่มีการขอกู้ยืมเงินเกิน 1  ล้านบาทต้องส่งข้อมูลเครดิตบุโรประกอบการพิจารณา ล้วนเป็นไปเพื่อไม่ให้สมาชิกมีภาระหนี้สินมากจนเกินไปและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ในข้อกังวลต่อข้อกำหนดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง การจำกัดการกระจุกตัวในการทำธุรกรรมกับลูกหนี้และเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่ง และเรื่องอื่น ๆ ในร่างนี้ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์และความมั่นคงทางการเงินของสหกรณ์และสมาชิกของสหกรณ์นั้น ๆ ในระยะยาวเป็นสำคัญ ซึ่งกรมทราบถึงข้อกังวลใจของขบวนการสหกรณ์ที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเปลี่ยนผ่าน

“ทั้งนี้กรมยืนยันว่าแนวทางในการกำหนดกฎกระทรวงได้ถือปฏิบัติเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัดในเรื่องการเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย  ที่ให้ส่วนราชการได้คำนึงถึงการให้โอกาสสหกรณ์ในการปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูประบบการบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์”

ดังนั้น กฎกระทรวงทุกฉบับจึงได้มีการกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อให้ระยะเวลาสหกรณ์ในการปรับตัว  และด้วยขนาดของสหกรณ์ก็ทำให้มีการกำหนดข้อปฏิบัติที่ต่างกันเพื่อความเหมาะสมของขนาดธุรกรรมและความสามารถของสหกรณ์

“จะเห็นว่าที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับขบวนการสหกรณ์มาโดยตลอดว่า หากใกล้ครบระยะเวลาในการปรับตัวแล้ว แต่สหกรณ์ยังเกิดปัญหาในทางปฏิบัติโดยมิได้เกิดจากเจตนา ก็จะมีการทบทวนข้อกำหนดต่าง ๆ อีกครั้ง เพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนตามเจตนารมณ์ของทุกภาคส่วน”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมส่งเสริมสหกรณ์