ตั้ง ม.ล.ชโยทิต กฤษดากร ฟอร์มทีมดึงดูดนักลงทุน- คลอดสิทธิประโยชน์
สุพัฒนพงษ์-รองนายกฯ เศรษฐกิจ ส่งการบ้านพล.อ.ประยุทธ์-นายกฯ ฉายภาพประเทศน่าลงทุน ตั้ง “ม.ล.ชโยทิต กฤษดากร” อดีตผู้บริหารเจพีมอร์แกน เป็น “หัวหน้าทีมจู่โจมเร็ว” ทำคลอดแพ็กเกจลงทุน ทั้งสิทธิประโยช์ทางด้านภาษี-สมาร์ทวีซ่า-work permit ยั่วบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกให้มาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในไทย ดึงดูดนักลงทุนขาใหญ่ เน้นอุตสาหกรรมใหม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยปี 65
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เชิญนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาวน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้กับนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ภายหลังวิกฤตโควิด และมาตรการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ
แก้กฎ-ระเบียบอำนวยความสะดวก – สิทธิประโยชน์ด้านภาษี
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวภายหลังหารือว่า เป็นการรายงานตัวเลขการลงทุนภายในประเทศ เนื่องจากปี 2564 เป็นปีสำคัญอีกปีที่ต้องประคับประคองเศรษฐกิจเพื่อเดินหน้าขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2565 ดังนั้น ปี 2564 จึงเป็นปีแห่งการเตรียมการ ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าการลงทุนในอีอีซีประมาณ 3 แสนล้านบาท ขณะที่บีโอไอรายงานตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ ประมาณ 4 แสนล้านบาท รวมถึงความคืบหน้ามาตรการดึงดูดการลงทุนของนักลงทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น 2564 จะเป็นปีปฏิบัติการเชิงรุก เดินหน้าเศรษฐกิจใหม่ เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้มาลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่
“หลังจากไปทำการบ้านมาประมาณ 1 เดือน ได้กลับมารายงานนายกรัฐมนตรีถึงความคืบหน้า ว่า ประเด็นใดบ้างที่ได้พูดคุยกับผู้ที่สนใจลงทุน ทั้งนักลงทุนที่จะมาประเทศไทย บรรดาหอการค้าต่างประเทศต่าง ๆ ทูตต่าง ๆ ที่สนใจและเป็นคนที่มีศักยภาพในการลงทุนในประเทศไทย”
นายสุพัฒพงษ์กล่าวว่า มี 2-3 ประเด็นที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ามาทำธุรกิจ เช่น การปรับปรุง แก้ไขในเรื่องกฎระเบียบ กติกาให้คล่องตัวเพิ่มมากขึ้น การเข้ามาอยู่อาศัยในราชอาณาจักร เรื่องวีซ่า เรื่องการขออนุญาตทำงาน (Work permit) การจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย รวมทั้งระบบภาษีบางประเภท เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้มาลงทุน
“เป็นโอกาสที่ดี มีหลายประเทศสนใจ ผู้ประกอบการที่อยู่ในฮ่องกง หรือ สนใจที่จะลงทุนในสิงค์โปรใช้เป็นสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย หรือ กรุงเทพฯ”
เทียบสิทธิประโยชน์สู้ต่างประเทศ
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงความสะดวกในการประกอบธุรกิจและการทำงานของนักลงทุน รวมถึงการดำรงชีวิตอยู่ การได้รับวีซ่า รวมถึงระบบภาษีต่าง ๆ เช่น ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ ต้องทำให้สอดคล้องกับสำนักงานภูมิภาคในต่างประเทศในปัจจุบัน ทั้งในสิงคโปร์ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง
“วิธีการที่ดีที่สุด คือ ต้องไปเทียบเคียงกับต่างประเทศที่เขาโดดเด่นในเรื่องนี้ เราจะแข่งกับใครเราก็ต้องเทียบกับประเทศเหล่านั้น เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย เพราะเรามีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าเราทำเรื่องนี้ได้เท่าเทียมกันแล้ว ประเทศไทยมีความน่าอยู่ น่าอาศัยในการเข้ามาตั้งสำนักงานในภูมิภาค”
นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาสิทธิประโยชน์สำหรับดึงดูดนักลงทุนอีกหลายเรื่อง เช่น พิธีการทางศุลกากร จะเริ่มมีการดึงดูดนักลงทุนกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามา ถ้าเราทำทั้งปี 2564 ในปี 2565 น่าจะเห็นผล เราจะเตรียมไว้สำหรับอนาคต
“ไม่มีอะไรที่ต้องไปนั่งสร้างกันใหม่ เพราะอุตสาหกรรมเป้าหมาย 7 ประเภท 3 หมวด ที่เราพูดถึง เช่น Digital Advance technology Green industry ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ส่วนอุตสาหกรรมเดิมต้องทำให้ Advance มากยิ่งขึ้น เช่น รถยนต์อีวี ปิโตรเคมีแมทเทอร์เรียล สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประเทศไทยมาถูกทางแล้ว”
การดึงดูดการลงทุนจะเป็นการเพิ่มการจ้างงาน ซึ่งเราลงทุนไปเยอะแล้ว ถนนหนทาง โครงสร้างพื้นฐาน เป็นเวลาที่จะดึงดูดนักลงทุนให้มาลงทุน คนไทยเองไม่ต้องไปลงทุนต่างประเทศ ทำไมต้องเป็นอุตสาหกรรมใหม่ อุตสาหกรรมเก่าคนไทยทำจนอิ่มตัวแล้ว จึงต้องไปลงทุนอุตสาหกรรมเก่าในต่างประเทศ เราจึงต้องมีอุตสาหกรรมใหม่เพื่อดึงดูดนักลงทุนไทยให้กลับมาลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานไทย โดยคัดสรรบริษัทที่ดีให้เป็นพันมิตรให้ทั้งสองนักลงทุน”
ตั้ง “ม.ล.ชโยทิต กฤดากร” คลอดแพ็กเกจดูดลงทุน
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้เห็นชอบให้ตั้งทีมงาน ซึ่งมี ม.ล.ชโยทิต กฤษดากร ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของตน มาช่วยในส่วนนี้ เป็นคนที่จะนำร่องจะเป็นหัวหน้าทีมในการปฏิบัติการเชิงรุกในการทาบทามบริษัทเอกชนไทยขนาดใหญ่ ทั้งเอกชนในต่างประเทศที่จะให้เข้าใจในศักยภาพความพร้อมของประเทศไทยและมาลงทุนในประเทศไทย และทำหน้าที่ประสานบีโอไอ อีอีซี และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เวลาในการทำงานให้เป็นรูปธรรมในการหามาตรการดึงดูดนักลงทุนและกลับมาเสนอนายกรัฐมนตรี 60 วันนับจากวันนี้
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า คณะทำงานจะเป็นในลักษณะคณะทำงานเคลื่อนตัวเร็ว เป็นชุดเล็ก เป็นทีมงานไม่ใหญ่ ไม่ต้องการตั้งคณะทำงานใหญ่โต เน้นที่เป้าหมาย เน้นแก้ตรงจุด เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายตรง ๆ เช่น หากตั้งกติกาการตั้งสำนักงานประจำภูมิภาค เพื่อทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในเรื่องนี้ต้องแก้เรื่องอะไรบ้าง โดยการสอบถามผู้ที่สนใจ รวมทั้งเปรียบเทียบกับบริษัทในต่างประเทศที่มีความโดดเด่นในเรื่องนี้ว่ามีอะไรบ้าง และไทยมีความแตกต่างจากต่างประเทศอย่างไร หากความแตกต่างอะไรที่สามารถแก้ไขได้ทันทีจะดำเนินการแก้ไขทันที
“เป็นการสร้างทีมคล่องตัว รวดเร็ว สิ่งที่ม.ล.ชโยทิตและทีมงานจะทำ คือ ไปเฟ้นหาว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมเป้าหมายของเราในระดับสากลมีกี่ราย ไปดึงเขาเข้ามา เขาอาจยังไม่รู้จักประเทศไทยเพียงพอ ยังไม่รู้จักความเข้มแข็งของเราเพียงพอ เขาอาจรู้จักเราในฐานะประเทศกำลังพัฒนา มีการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดี ใช้โอกาสนี้ ในการดึงดูด เป็นการปฏิบัติการเชิงรุก”
เปิดโปร์ไฟล์ “ม.ล.ชโยทิต”
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ม.ล.ชโยทิต เป็นอดีตผู้บริหารสูงสุดของบริษัท หลักทรัพย์จีพีมอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทการเงินระดับโลก ซึ่งมีเครือข่าย มีความเข้าใจในนักลงทุนต่างประเทศ เพราะมีประสบการณ์ทำงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของนายสุพัฒนพงษ์ เป็นกรรมการบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) กรรมการบริษัทอุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด
คุณวุฒิการศึกษา/ประวัติการอบรม ปริญญาตรี เกียรตินิยมสาขา Economy History, University of London
ประวัติการอบรม หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่4 (วตท. 4)
ประสบการณ์การทำงาน 1 ตุลาคม 2552- พฤศจิกายน 2563 กรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หลักทรัพย์เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด