ราคาเหล็กโลกดิ่ง 16% จีนล็อกดาวน์ดีมานด์หด-รัสเซียส่งออกทุ่มตลาดรอบใหม่

ราคาเหล็ก

สถานการณ์เหล็กโลกผันผวน สัญญาณราคาเดือนมิถุนายน 2565 อ่อนตัวลงหลังตลาดโลกได้ปรับตัวเชิงห่วงโซ่อุปทาน เน้นการค้าระดับภูมิภาค กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. เตือนภัยสัญญาณเหล็กทุ่มตลาดชัดเจน ชี้ทั่วโลกพาเหรดใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Antidumping) สินค้าเหล็ก

แนะรัฐตอบโต้ไวต่อการค้าที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กอย่างยั่งยืน ตามแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก 4.0

วันที่ 15 สิงหาคม 2565 นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยสถานการณ์ราคาตลาดเหล็กโลกว่า ได้ปรับลดลง โดยราคาสินค้าเหล็กสำเร็จรูปในภูมิภาคเอเชียปรับลดลง 3.2-4.9% ในเดือนมิถุนายน 2565 และลดลงอีก 5.2-16.3% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ประเทศจีนมีการล็อกดาวน์เมืองต่าง ๆ ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศจีนชะลอตัว



นาวา จันทนสุรคน
นาวา จันทนสุรคน

โดยครึ่งแรกของปี 2565 ความต้องการใช้เหล็กของประเทศจีนลดลง 6.9% เหลือ 501 ล้านตัน และมีการส่งออกสินค้าเหล็กรวม 34.25 ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการส่งออกในราคาต่ำมาก เพราะกำลังซื้อภายในประเทศจีนลดลง นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ประเทศรัสเซียมีการส่งออกสินค้าเหล็กสำเร็จรูปราคาต่ำ เข้ามายังภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากถูกคว่ำบาตรไม่สามารถส่งสินค้าไปยังสหภาพยุโรปได้

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทย ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 มีปริมาณความต้องการใช้สินค้าเหล็กสำเร็จรูปทั้งหมด 8.78 ล้านตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2564 ประมาณ 13% จากภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนก่อสร้างในประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้การใช้กำลังการผลิตจริงของอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยอยู่ที่เพียง 33.3% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำมาก ๆ

ในขณะผู้ผลิตเหล็กในประเทศไทยต้องเผชิญกับต้นทุนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจาก (1) ราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้น 39.97% และ (2) ราคาวัตถุดิบที่ผู้ผลิตได้สั่งซื้อไปเมื่อช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2565 แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตในประเทศไทยได้ปรับราคาขายสินค้าเหล็กให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดเหล็กโลกซึ่งอ่อนตัวลงแล้ว ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา

“สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่สงบ และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไป น่าจะส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็กของโลกมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ ที่รู้ทันสถานการณ์ได้ออกมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศจากการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยการใช้มาตรการทางการค้าต่าง ๆ ได้แก่ การตอบโต้การทุ่มตลาด การตอบโต้การอุดหนุน การตอบโต้การหลบเลี่ยง ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว” นายนาวากล่าว

ข้อมูลจากองค์การการค้าโลก หรือ WTO ระบุว่า ในปี 2564 มีการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้ากลุ่มเหล็กและโลหะพื้นฐานสูงมากที่สุดในรอบ 26 ปี จำนวนมากถึง 122 มาตรการ และหากพิจารณาเฉพาะสินค้าเหล็กสำเร็จรูปในปี 2563 มีการพิจารณาเปิดไต่สวนมาตรการถึง 63 กรณี

ซึ่งหลายกรณีได้มีการเร่งบังคับใช้ทันตั้งแต่ปี 2564 และบางส่วนอยู่ระหว่างการพิจารณาไต่สวน โดยปี 2564 ประเทศไทยก็มีการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การค้าสินค้าเหล็กที่ไม่เป็นธรรมเพียงแค่ 4 รายการสินค้า และในบางรายการสินค้าเหล็ก กระทรวงพาณิชย์ใช้มาตรการเก็บอากรทุ่มตลาด 0% เป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาสินค้าเหล็กในตลาดโลกในขณะนั้น

แต่ปัจจุบันราคาสินค้าเหล็กได้ปรับลดลงแล้ว และปรากฏมีการทุ่มตลาดที่ไม่เป็นธรรมจริง ดังนั้น ประเทศไทยควรเร่งไต่สวนกรณีที่ยังค้างอยู่ และเร่งทบทวนเก็บอากรทุ่มตลาดอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันผลกระทบจากสินค้าเหล็กทุ่มตลาดที่ทะลักเข้ามายังประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยอยู่ไม่ไกลจากประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตเหล็กใหญ่สุดอันดับ 1 และ 2 ของโลก โดยสองประเทศนี้ผลิตเหล็กออกมาเกือบ 1,200 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 62% ของการผลิตเหล็กทั้งโลก”

ส.อ.ท.สนับสนุนรัฐบาลที่ได้ริเริ่มและดำเนินนโยบายให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศเป็นลำดับแรกก่อน โดยมีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานกลางรับรองสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) ซึ่งมีผลดียิ่งต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของประเทศไทยที่มีการจ้างงานจำนวนมาก และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศไทย

นอกจากนั้น ขอเสนอให้มีการร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กไทยอย่างยั่งยืน ตามแผนซึ่งกลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย และกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำเสนอ


โดยมีสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยเป็นที่ปรึกษา โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็กที่มีกำลังการผลิตเกินความจำเป็น (Overcapacity) และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำ (Underutilization) ตลอดจนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กไทยในทิศทางที่ยั่งยืนในแนวทางต่าง ๆ ได้แก่ การเพิ่มสัดส่วนของการผลิตเหล็กเกรดคุณภาพสูงในการผลิตเหล็กทั้งหมดของประเทศไทย เพื่อรองรับอุตสาหกรรมทันสมัยต่อเนื่อง การส่งเสริมเทคโนโลยี Low-Carbon เพื่อประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นต้น

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ